webblog ของผู้มีบุตรยากจริงๆ

.....สาระและเนื้อหาที่เกิดขึ้นใน webblog แห่งนี้ มีแรงบันดาลใจจากตัวเอง เพราะตัวเองได้เจอกลุ่มคนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องมีบุตรยากในร้านยา เห็นความหวังลึกๆ ของคนกลุ่มนี้ ที่ต้องการมีบุตร และเนื่องจากตัวเองจบด้านเภสัชศาสตร์ มีความคุ้นเคยกับสมุนไพรและยาต่างๆ มากมาย จึงพยายามศึกษาถึงสาเหตุ วิธีการรักษา รวมถึงการปฏิบัติตัวเพื่อเพิ่มเทคนิคและโอกาสในการมีบุตรหรือความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ซึ่งสำหรับผู้มีบุตรยาก ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นและควรรู้อย่างยิ่งครับ....ข้อมูล ณ วันที่ 4/06/2556

และจากความรู้ที่ได้จากการอ่านบทความ งานเขียนหรืองานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหามีบุตรยาก ผมได้พยายามค้นคว้าเรียบเรียงและถอดความให้ทุกท่านได้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น.....หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ต่างๆ ที่อยู่บนหน้าเวบเพจแห่งนี้ จะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัว รวมไปถึงการเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าและจำเป็นแก่ร่างกาย โดยอยู่ในกรอบของแนวทางสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดต่อไป.....

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ช่วยเรื่องการมีบุตรได้

........เป็นความรู้ใหม่สำหรับผมนะครับ เพราะผมก็มัวแต่ไปศึกษาเรื่องยาและอาหารเสริม จนกระทั่งได้มาศึกษาถึงเรื่องสรีระของผู้ชายและผู้หญิงอีกครั้งหนึ่ง และอ่านจากบทความวารสารของโรงพยาบาล ทำให้ทราบข้อมูลว่า การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกอุ้งเชิงกราน (Pelvic bones) จะทำให้มีโอกาสในการตั้งครรภ์สูงขึ้นอีก 15-30 เปอร์เซ็นต์ ว่ากันแล้วนะครับ เรามาศึกษาจากเรื่องที่ผมจะเขียนบอกดังนี้ครับ....

ก่อนอื่นท่านต้องรู้ก่อนว่า กล้ามเนื้อมัดไหนคือกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ...ท่านจะทราบได้จากสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้นะครับ

1. เมื่อท่านปวดปัสสาวะ และต้องกลั้นปัสสาวะ ขณะเดินไปห้องน้ำ แสดงว่า ท่านกำลังใช้กล้ามเนื้อมัดดังกล่าว
2. เมื่อท่านมีความรู้สึกอยากจะผายลม แล้วท่านพยายามกลั้นเอาไว้ แสดงว่า ท่านกำลังใช้กล้ามเนื้อมัดดังกล่าว
3.เมื่อท่านนอนราบกับพื้น แล้วท่านสอดนิ้วผ่านทางช่งคลอดหรือทางรูทวารหนัก แล้ว ทำการกลั้นปัสสาวะหรืออุจาระแล้ว พบว่า นิ้วของท่านถูกรัดหนีบไว้ แสดงว่า ท่านกำลังใช้มัดกล้ามเนื้อดังกล่าว

ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมนำเสนอแก่ทุกท่าน ผมมีเจตนาดีครับ เพื่อที่จะบอกทุกท่านว่า...... มันมีผลดีสำหรับผู้มีบุตรยาก โดยเฉพาะผู้ชาย หากท่านได้เริ่มบริหารกล้ามเนื้อมัดดังกล่าว อย่างสม่ำเสมอนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป... ส่วนท่าบริหารกล้ามเนื้อมัดนี้ ต้องทำแบบนี้ครับ......
1. ให้ท่านนอนหงาย ตั้งชันเข่าขึ้นในท่าสบาย กล้ามเนื้อแขนและขาไม่อยู่ในความรู้สึกเกร็ง
2. ให้ท่านเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน นาน 5-10 วินาที
3. ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน 3 วินาที
4. ให้ท่านทำวันละ อย่างน้อย 10 -15 ครั้ง/วัน
5. เมื่อท่านทำได้คล่องแล้ว ท่านสามารถทำได้ทั้งในท่านอน ท่ายืนหรือท่านั่ง ตามความสะดวกครับ
6. ข้อสำคัญคือว่า ในขณะที่ท่านเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ท่านจะต้องไม่เกร็งกล้ามกลุ่มอื่น เช่นกล้ามเนื้อขาหรือท้อง เพราะจะทำให้เป็นการเพิ่มความดันต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
   ส่วนประโยชน์ของการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน สำหรับฝ่ายหญิง มันมีข้อดีดังนี้ครับ
1. ทำให้คลอดได้ง่ายขึ้น
2. ทำให้ช่องคลอดกระชับ ระหว่างที่ท่านมีเพศสัมพันธ์
3. ลดการเกิดภาวะปัสสาวะเล็ดเมื่อท่านประกอบกิจกรรม การไอหรือจาม เป็นต้น
   ส่วนประโยชน์ของการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน สำหรับฝ่ายชาย มันมีข้อดี ตรงที่เพิ่มโอกาสการมีบุตร ดังนี้ครับ
1. เพิ่มการไหลเวียดเลือดที่อวัยวะเพศ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวดีขึ้นและนานขึ้น
2. ช่วยชะลอการหลั่งเร็ว เพราะกล้ามเนื้อส่วนนี้ถูกฝึกและบังคับ ใช้ในผู้ที่ปัญหาภาวะเรือล่มปากอ่าว
3. ช่วยทำให้ถึงจุดสุดยอดแรงขึ้น และทำให้มีแรงขับในการปล่อยน้ำเชื้อพุ่งแรงขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสจากการที่น้ำเชื้อเข้าไปสัมผัสกับไข่ของฝ่ายหญิง นอกจากนี้ การบริหารกล้ามเนื้อมัดดังกล่าว ยังส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณเชื้อโดยอ้อม เนื่องจากการกระตุ้นของกล้ามเนื้อมัดดังกล่าว มีผลไปกระตุ้นกล้ามเนื้อข้างเคียง ซึ่งได้แก่กล้ามเนื้อที่อยู่ในอัณฑะ เป็นต้น ทำให้เกิดการผลิตเชื้ออสุจิมากขึ้น เพราะฉะนั้น แนะนำทุกท่านที่มีบุตรยาก ทั้งความผิดปกติจากปริมาณน้ำเชื้ออ่อนหรือปริมาณเชื้อน้อย การฝึกขมิบ หรือเกร็ง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน สามารถช่วยท่านเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอนครับ
.......ข้อมูลดีๆ ยังมีอีกเยอะ เหลือเพียงแต่เวลาและโอกาสที่ผมจะนำเสนอแก่ทุกท่านในคราวต่อไป...ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จ ตามความตั้งใจในอีกไม่นานเกินรอครับ......ผมเอาใจช่วยครับ

ที่มา : http://health.......go.th/

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

งานวิจัยของการใช้อาหารเสริมในการรักษาภาวะมีบุตรยากปัจจุบัน


          ก่อนอื่นผมขอให้คำจำกัดความของวิตามินและเกลือแร่ก่อนนะครับ เพื่อความเข้าใจในแนวทางเดียวกัน เริ่มจาก "วิตามิน" (Vitamins) จัดเป็นสารออร์แกนิก(สารที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ) เช่นเดียวกับพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน หรือไขมัน เป็นต้น โดยเป็นสารที่มีบทบาทในระดับเซลล์พื้นฐานร่างกาย ซึ่งร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินต่างๆ ขึ้นเองได้ ยกวเว้นวิตามินดี สามารถสังเคราะห์ได้จากผิวหนังเมื่อสัมผัสกับแสงแดดในช่วงเช้าๆ ซึ่งนอกนั้น ร่างกายต้องได้รับจากอาหารต่างๆที่กินบริโภคเท่านั้น  ส่วน"เกลือแร่"หรือ "แร้ธาตุ"  (minerals) คือสารอินออร์แกนิก (สารที่ไม่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ)  มีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างของร่างกาย (required for body structure เช่น calcium และ phosphorous สำหรับกระดูกและฟัน สำคัญต่อกระบวนการพาสารบางตัวในร่างกาย (carriers of specific molecules) เช่น เหล็กในฮีโมโกลบิน (iron in hemoglobin) และเป็น co-enzyme ในการเกิดปฏิกิริยาในร่างกาย ซึ่งถ้ามองจากภาพรวมจะเห็นว่า ร่างกายต้องการทั้งวิตามินและเกลือแร่ในความจำเป็นเกือบเท่าๆกัน เพื่อให้ร่างกายสามารถดำรงความเป็นปกติอยู่ได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ด้วยสาเหตุของพฤติกรรมของแต่และคนที่แตกต่างกันไป ทำให้ได้รับหรือใช้วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้ในระดับที่แตกต่างกันไป มากไปกว่านั้นคือ ปริมาณของวิตามินและเกลือแร่อาจจะไม่เพียงพอในสภาวะที่มีความเครียดหรือผลของสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกาย

          ข้อดีของวิตามินและเกลือแร่ พบว่าวิตามินและเกลือแร่เป็นสาร antioxidantsซึ่งทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมและความแก่ชราของร่างกาย (act to detoxify oxygen radicals that have been linked to cellular degeneration and aging) เพราะฉะนั้นการขาดวิตามินและเกลือแร่ จึงเป็นอีก 1 สาเหตุของการมีภาวะบุตรยากได้ เพราะฉะนั้นการเลือกรับประทานสมุนไพรหรืออาหารเสริมสุขภาพ อาจช่วยเสริมกลไกของวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการได้รับในแต่ละวัน สำหรับผู้มีบุตรยากได้
    
          ในภาวะปกติ กระบวนการสร้างน้ำอสุจิ ร่างกายจะปลดปล่อยออกซิเจนอิสระ (Oxygen radicals) ออกมา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการในการทำลายโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) โปรตีนและดีเอนเอ ของเชื้ออสุจิ ซึ่งถ้าร่างกายขาดเอนไซม์หรือ สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี วิตามินซี กลูต้าไทโอน คาร์นิทีน หรือไพรูเวท (detoxified by enzymatic reactions or by antioxidants such as vitamin E, vitamin C, reduced glutathione, carnitine and pyruvate) อาจส่งผลเสียหายต่อตัวอสุจิอย่างถาวร (irreversibly damaged)  โดยจากการศึกษาหลายๆงานวิจัยพบว่า วิตามินและแร่ธาตุสามารถช่วยเหลือผู้มีบุตรยากได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมันสามารถเพิ่มความสามารถของการกำจัดออกซิเจนอิสระเหล่านี้ออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

จากผลการวิจัย กระผมขอสรุปให้อ่านตามนี้นะครับ....

          L-arginine เป็นกรดอะมิโน (an amino acid)  ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการผลิต ไนตริก ออกไซด์ nitric oxide) ซึ่งจัดเป็นสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมสัญญาน second messenger ในกระบวนการกระตุ้นให้เลือดมาเลี้ยงรังไข่ เพื่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของไข่ (that stimulates ovarian blood flow and thereby improves follicular development)

          Folic acid เป็นสารตั้งต้น (precursor) สำหรับ  5-methyltetrahydrofolate ซึ่งเป็นco-enzyme ในการสังเคราะห์สารต่างๆ ในร่างกาย โดยทำหน้าที่เสมือนเป็น methyl donor (ยากไปแล้ว พอแค่นี้นะครับ) โดยพบว่าการขาดโฟลิกในขณะตั้งครรภ์ จะทำให้เกิดความผิดปกติในส่วนของก้านสมอง  (spina bifida and other fetal neural tube defects) ซึ่งในภายหลังจึงต้องมีประกาศให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องได้รับ folic acid อย่างน้อยวันละ 0.4 mg/ วัน   ซึ่งร้านยามีขายขนาด 5 mg ซึ่งเกินต่อความเพียงพอที่ร่างกายจะได้รับต่อวัน

          Vitamin C (ascorbic acid) สำคัญต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการสร้าง เสตียรอยด์ ฮอร์โมน และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยในผู้หญิงที่เลือกวิธีทำเด็กหลอดแก้วให้ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ โดยพบว่ามันไปเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ (an increase in pregnancy rate) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

          Vitamins with Herbal Supplements:  การศึกษาวิจัยพบว่า การรับประทานส่วนผสมต่างๆที่มาจาก vitamins B6,B12 and E, and folic acid, iron, magnesium, selenium, zinc, L-arginine, chasteberry and green tea สามารถทำให้หญิงที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากพยายามมีบุตรมานานกว่า 6-36 months พบว่า 5 ใน 15 คน สามารถตั้งครรภ์ภายหลัง คิดเป็น 33.33 เปอร์เซนต์ (สูงอยู่นะ) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม 

          Vitamin B12  เป็นเอนไซม์ร่วม (a coenzyme) ในนิวคลีอิก แอซิด ในกระบวนการเมตาบอลิซึม และสำคัญต่อกระบวนการป้องกันภาวะโลหิตจาง (pernicious anemia) วิตามินบี 12 พบในเนื้อสัตว์ ซึ่งจะพบว่าพวกที่รับประทานมังสวิรัต มักจะขาดสารตัวนี้ และอาจทำให้เป็นหมันได้ ในงานวิจัย 2 เรื่องของประเทศญี่ปุ่น พบว่า การรับประทานวิตามินบี 12 สามารถทำให้อสุจิมีการเคลื่อนที่ดีขึ้นและเพิ่มจำนวนของตัวอสุจิ +

         Vitamin E and Selenium:  วิตามินอี มีส่วนช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ของสเปิร์ม โดยมีคุณสมบัติเป็น antioxidant และป้องกันการเกิด lipid peroxidation ส่วน Selenium สำคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์ glutathione peroxidase โดยสำคัญต่อกระบวนการลด hydrogen peroxide (สารอันตรายต่อเซลล์) และยับยั้งการสร้าง lipid peroxides การรับประทานวิตามินอีอย่างเดียว สามารถเพิ่มการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม เพิ่มประสิทธิภาพในการจับที่เปลือกไข่ และเพิ่มดอกาสในการตั้งครรภ์ (increases in sperm motility, zona binding, and pregnancy rate) ซึ่งถ้าหากรับประทานคู่กันระหว่างวิตามินอีและซีลิเนียม จะสามารถเพิ่มการเคลื่อนที่ของอสุจิและเพิ่มอัตราการอยู่รอดของสเปิร์ม เพิ่มอัตราความปกติของตัวอสุจิและลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เยื่อหุ้มไขมันของตัวอสุจิครับ ( increased sperm motility, percent live sperm, and percent normal sperm, and decreased the oxidation of membrane lipids)

         Carnitine สามารถเพิ่มความเข้มข้นของสเปิร์ม และเพิ่มการเคลื่อนที่ของตัวสเปิร์ม

          Folic Acid and Zinc:  การรับประทาน folic acid อย่างเดียวสามารถเพิ่มจำนวนและการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม  และการรับประทานสังกะสีอย่างเดียว สามารถเพิ่มจำนวนสเปิร์ม  รูปร่างและการเคลื่อนที่ของสเปิร์ม ดีขึ้น แต่ถ้าให้ทั้งสองตัวจะทำให้มีการสร้างสเปิร์มในจำนวนปกติ (in increased normal sperm count)

สรุป 

การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องหมายถึง รับประทานอาหารไม่ครบถ้วนหรือไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากทั้งในผู้ชายและผู้หญิง การรับประทานวิตามินและเกลือแร่อย่างถูกต้อง สามารถเพิ่มโอกาสให้คู่สมรสสามารถมีบุตรได้แม้จะอยู่ในสภาวะเป็นผู้มีบุตรยากก็ตาม

ฮอร์โมน testosterone สำคัญอย่างไร


สำหรับผู้ชาย ....สารตัวนี้สำคัญต่อกระบวนการสร้างและปรับปรุงคุณภาพของน้ำอสุจิให้พร้อมต่อระบบสืบพันธุ์ รวมไปถึงกระบวนการผลิตอสุจิให้เพียงพอและแข็งแรง ...โดยผู้ชายและผู้หญิงต่างมีสารตัวนี้อยู่ในร่างกายในระดับที่แตกต่างกัน โดยจะพบสาร testosterone มากในผู้ชาย เพราะสารตัวนี้สำคัญต่อกระบวนการสร้างอสุจิ แต่คงจะกล่าวว่า ถ้าเราไปหาซื้อสารที่เป็น testosterone มารับประทานเอง คงไม่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งผู้ชายบางคนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสิ่งนี้ โดยเข้าใจว่าถ้ามี testosterone มากๆ ร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณการสร้างอสุจิ ซึ่งตามธรรมชาติคงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะกลไกหนึ่งภายในร่างกายที่จะควบคุมระบบสมดุลและระบบป้องกัน จะทำงานแบบตรงกันข้าม นั่นหมายถึง การเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ (Negative feedback) แทนที่ร่างกายจะเพิ่มการสร้างอสุจิ ร่างกายกลับหยุดการสร้างหรือสร้างอสุจิน้อยลง ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายเข้าใจว่า มีสารตัวนี้เยอะแล้วในร่างกาย ทำให้มันหยุดหรือชะลอ เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สมดุล ดังปรากฏในงานวิจัยเรื่อง "Testosterone injections suppress sperm production, providing effective level of contraceptive protection" ดังนั้น อย่าทานฮอร์โมนตัวนี้ซี้ซั้วนะครับ......

ข้อมูลจาก :
1. World Health Organization Task Force on Methods for the Regulation of Male Fertility, "Contraceptive Efficacy of Testosterone-Induced Azoospermia and Oligozoospermia in Normal Men," Fertility and Sterility, 65:821--829, 1996. 2. F C. W. Wu et al., "Effects of Testosterone Enanthate in Normal Men: Experience from a Multicenter Contraceptive Efficacy Study," Fertility and Sterility, 65:626--636,1996.
2.  Mahler, Karen "Testosterone injections suppress sperm production, providing effective level of contraceptive protection". Family Planning Perspectives. FindArticles.com. 14 Jun, 2011. http://findarticles.com/p/articles/mi_qa3634/is_199607/ai_n8740061/

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

เรื่องกล้วยๆ (อสุจิยิ่งเยอะ โอกาสมีบุตรยิ่งสูง ปรี๊ด!!!)


         เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่กล้วยก็คือการมีปัญหาในการมีบุตรยาก ซึ่งในประเทศสิงคโปร์ได้ทำการศึกษาในผู้ชายที่มีจำนวนอสุจิน้อย โดยให้กินผู้ชายที่มีบุตรยากรับประทานกล้วยทุกๆ  3 วัน (A Singapore-based urological expert says that a man can increase his fertility by eating bananas regularly every 3 days.)พบว่ากล้วยสามารถเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ โดยมันไปเพิ่มจำนวนของอสุจิ (can increase sperm count ) นอกจากกล้วยแล้วยังพบใน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มันฝรั่ง สปาเก็ตตี้ อาหารทะเล ซึ่งสารอาหารที่พบคือ magnesium  นั่นเอง (แต่กล้วยมีมากกว่านี้ครับ)

          Low sperm count (Normal Sperm count : 20 million / milliliter  to 120 million / milliliter) เป็นภาวะที่ทำให้คุณภาพของน้ำกาม (semen) ลดลง จากการศึกษายังพบอีกว่า ถ้าปริมาณหรือจำนวนของอสุจิน้อย นั่นหมายถึง อสุจิอาจจะมีรูปร่างและการเคลื่อนไหวของตัวมันก็ผิดปกติไปด้วย (may also show significant abnormalities in sperm morphology and motility ) ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของผู้ชายที่มีภาวะเป็นหมัน ทำให้มีบุตรยากครับ 

          ในอดีตที่ผ่านมาพบว่า ผู้ชายที่มีบุตรยากหรือเป็นหมัน คือ ผู้ชายที่มีอสุจิน้อยกว่า 20 ล้านตัวต่อน้ำกาม 1 มิลิลิตร แต่เมื่อเร็วๆนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่านี้ใหม่ โดย ผู้ชายที่มีบุตรยากหรือเป็นหมัน คือ ผู้ชายที่มีอสุจิน้อยกว่า 15 ล้านตัวต่อน้ำกาม 1 มิลิลิตร ซึ่งภาวะหมันดังกล่าวอาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวรได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ครับ เช่น ภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ (Hypogonadism) ยา แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ แรงกระแทกที่เกิดกับอัณฑะ เช่น การขี่จักรยาน การขี่ม้า หรือจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น เป็นคางทูมที่มีการอักเสบที่อัณฑะ ภาวะติดเชื้อ การอุดตันของท่อนำอสุจิ เป็นต้น ซึ่งการรักษาขึ้นอยู่กับสภาวะที่เป็นอยู่ โดยเลือกวิธีการรักษาแตกต่างกันไป

        จำแนกให้เห็นชัดเจนก็ตามนี้เลยครับ.....

Causes of low Sperm Count:
  1. อัณฑะอยู่ในสภาพที่ร้อน (Overheating, working in High temperature zone)
  2. ความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ (Urological & Endocrine disorder:  Varicocele and chronic infection in Urinary   tract. Endocrine dysfunction such as Isolated gonadotropin deficiency, cushing syndrome, hyperprolactinemia, Hemochromatosis, Panhypopituitarism, development and structural defects, Klienfelter syndrome, XX male syndrome, Isolated FSH deficiency, Congenital adrenal hyperplasia, Hyperprolactinemia, estrogen administration, Development and structural defects, Germinal cell aplasia, Cypt-orchidism)
  3. ขาดสารอาหารหรือวิตามินบางตัว (Nutrition & Vitamin Deficiency : vitamin C, selenium, zinc, and folate)
  4. การได้รับเคมีบำบัด ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับโลหะหนักหรือปัจจัยอื่นจากสภาพแวดล้อม  (Chemotherapy, Obesity, Smoking, Alcohol drinking, Exposure to Heavy metals and other environmental factors.)
  5. โรคจิตประสาท อารมณ์กังวลหรือภาวะซึมเศร้า (Psychological  : Mental Stress, Anxiety and Depression.)
          จากการศึกษาต่อในผู้ชายอายุระหว่าง 15 - 50 ปี พบว่าประมาณ 6 เปอร์เซนต์ของประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก  ซึ่งสาเหตุของปัญหามีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งถ้าผู้ชายต้องการมีลูกให้ได้เร็วหรือต้องการที่จะรักษาภาวะมีบุตรยาก ก็ควรหันมารับประทานกล้วยเป็นประจำทุกวันนะครับ เพราะกล้วยสามารถทำให้คุณมีบุตรได้จริงๆ  (This is because bananas can increase male fertility)

          ด้วยเหตุที่ว่ากล้วยมีปริมาณของโพแทซเซียมสูงและเกลือโซเดียมต่ำ มันจึงเป็นประโยชน์ต่อหัวใจ โดยภายหลังองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา(US FDA ) แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงรับประทานกล้วยทุกวัน โดยอนุญาตให้โรงงานผลิตอาหารที่ทำมาจากกล้วยสามารถระบุในฉลากอาหารว่า กล้วยสามารถลดความดันโลหิตและเส้นเลือดในสมองแตกได้ (reduce the risk of blood pressure and stroke) 

          นอกจากนี้ จาการค้นคว้าเพิ่มเติมภายหลังพบว่าผู้ชายที่รับประทานกล้วยสามารถเพิ่มศักยภาพของอสุจิทั้งจำนวน รูปร่างและการเคลื่อนที่ โดยหนึ่งในสารอาหารที่พบในกล้วยคือ อาร์จินีน (Arginine) 

        อีกตัวที่น่าสนใจคือ แอล-คาร์นิทีน (L-CARNITINE) พบมากในกล้วย(are high in bananas)
แอล-คาร์นิทีน เป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่พบในเสปิร์มที่แข็งแรง (This amino acid is found in high concentrations in healthy sperm) โดยมันไปเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนที่ของเสปิร์มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Proven to significantly increase the percentage of highly motile sperm) .

        ในส่วนของแพทย์และนักผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศศึกษา (Doctors and sexology experts) ได้กล่าวถึงภาวะที่ส่งเสริมให้คู่สามีและภรรยา สามารถมีบุตรได้ง่าย ซึ่งประกอบด้วยสาระต่างๆ ดังนี้
  • ดื่มน้ำเปล่ามากๆๆๆ (Drink plenty of water)  โดยพบว่าการดื่มน้ำมากๆ สามารถช่วยเพิ่มจำนวนของสเปิร์มและยังช่วยปรับสภาพของร่างกายให้แข็งแรง นอกจากน้ำจะมีราคาถูกแล้ว มันยังสามารถเพิ่มจำนวนอสุจิที่มีอยู่น้อยๆ ของคุณได้อย่างดีครับ
  • หยุดดื่มแอลกอฮอล์ หยุดสูบบุหรี่ และสิ่งต่างที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ( ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา มันจะลดคุณภาพของสเปิร์ม  เพราะฉะนั้นควรงดสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดครับ
  • หลีกเลี่ยงภาวะความเครียด จากการศึกษาพบว่า ภาวะความเครียด ภาวะซึมเศร้าหรือภาวะวิตกกังลว สามารถลดคุณภาพของเสปิร์ม ทำให้มีบุตรยากขึ้นครับ
นี่เป็นคำแนะนำในการรับประทานกล้วยต่อวัน ซึ่งกล้วยแต่ละสายพันธ์หรือแต่ละแหล่งที่ปลูกอาจมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อย

เนื้อกล้วย 126 กรัม หรือ 0.28 ปอนด์ (กล้วยไข่ประมาณ 3 ผล, กล้วยน้ำว้าประมาณ 2 ผล, กล้วยหอมประมาณ 1 ผล ซึ่งทานเกินกว่าที่ระบุได้จะดีมากๆ จะได้มีลูกง่ายๆ )

ซึ่งกล้วย 126 กรัม ประกอบ Total Fat = 0 g; Cholesterol = 0 g; Calories = 110
Potassium = 400 mg (10% of daily recommended value)
Dietary Fiber = 4 g (16% of daily recommended value)
Sugar = 14.8 g; Protein = 1 g (2% of daily recommended value)
Vitamin C = 16% of daily recommended value
Vitamin B6 = 20% of daily recommended value

รู้อย่างนี้ไปซื้อกล้วยมาทานโลด .....ทานทุกวัน มีลูกดกเหมือนอย่างกล้วยนะครับ......คริคริ

ข้อมูลจาก : http://www.oligospermia.com/        

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

(เพิ่มเติม) งานวิจัยเกี่ยวกับพืชผัก อาหาร ที่มีผลต่อการมีบุตร


          วันนี้ ผมมีพืชผัก ผลไม้ เพิ่มเติมสำหรับผู้มีปัญหาเกี่วกับการมีบุตรยากมาให้ทุกท่านทราบประมาณ 8 อย่าง เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปดูกันเลยครับ......
         
         1. พืชตระกูลถั่ว : จากรายงานวิจัยของ Jorge Chavarro,MD มหาวิทยาลัย Harvard University พบว่า พืชตระกูลถั่วมี เหล็ก เป็นส่วนประกอบ ซึ่งเหล็กสามารถลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับการตกไข่ (Ovulation problems) และสามารถเพิ่มโอกาสในการมีบุตร (Enhance fertility) ได้ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เหล็กที่ได้จากพืช (Plant sources) มีประสิทธิภาพดีกว่าเหล็กที่ได้จากสัตว์ ( Animal sources) ซึ่งเหล็กที่ส่งเสริมสภาวะดังกล่าวนี้ ควรมาจากพืชตะกูลถั่ว เช่น ถั่วลิสง ถัวฝักยาว ถั่วเขียว ถั่วพลู ถั่วเหลือง (ถั่วเหลืองยังไม่แนะนำให้ทานนะครับ เพราะมีบทความวิจัยตอนหลังขัดแย้งอยู่บ้าง) ซึ่งถ้าหาพืชตะกูลถั่วไม่ได้หรือไม่ชอบทานถั่ว เพราะอาจทำให้ท้องอืด ก็ให้ไปหาซื้อเหล็กมาทานได้ที่ร้านขายยา แนะนำให้ทานยี่ห้อ Ferlisix เพราะมีทั้งเหล็กและ folic ใน 1 เม็ด ซึ่งเพียงพอต่อวันครับ

          2. Monounsaturated Fats : Jorge Chavarro ยังได้ศึกษาเกี่ยวกับถั่วอัลมอนต์ พบว่ามันมี Monounsaturated Fats  ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ (increase a woman's chances of getting pregnant)ได้ครับ

          3. มะละกอ ช่วยปรับปรุง แก้ไขในส่วนของปริมาณอสุจิ ( sperm count) รูปร่าง (sperm morphology) และประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว ( sperm motility) นอกจากนี้ มะละกอยังเพิ่มคุณภาพของน้ำเชื้ออีกด้วย (improve semen quality) รู้อย่างนี้ ควรรับประทานมะละกอทุกวันครับ

          4. Full fat dairy food : มันอาจจะขัดกับเรื่องของการดูแลรักษาสุขภาพไปบ้างนะครับ เพราะเค้ารณรงค์ให้ทานอาหารประเภทไขมันต่า (low fat) หรือปราศจากไขมัน (fat-free) มากกว่าอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาจทำให้มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับไขมันจับตัวในหลอดเลือดและหัวใจได้ ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอนหากเรารับประทานไขมันมากๆ ..... แต่จากการศึกษาวิจัยของ Jorge Chavarro และงานเขียนของ Randine Lewis ในหนังสือชื่อ " Infertility Cure" (แปลว่า การรักษาภาวะมีบุตรยากให้หายขาด) กล่าวสอดคล้องกัน  โดย Jorge Chavarro ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองในผู้หญิงที่รับประทานอาหารประเภท Full fat dairy food หรือ high fat dairy จะทำให้รังไข่ทำงานได้ดีขึ้นและลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในสภาวะไข่ตก (improve ovulation problems) ได้ดีกว่า อาหารประเภท low fat .....รู้อย่างนี้แล้ว คงต้องหันมาทานพวก fat ๆ บ้างนะครับ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการมีบุตรหรือมีบุตรยากๆ ...แต่ที่สำคัญอย่าให้เกินค่า BMI > 23 นะครับ

          5. เมล็ดดอกทานตะวัน : เป็นแหล่งรวมของวิตามินอี  จากงานวิจัยของ Blakeway ได้แสดงให้เห็นว่า วิตามินอี ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของอสุจิ (increases sperm motility) และเพิ่มความสามารถในการเจาะเข้าไปผสมกับไข่ ( increasing the penetrate the egg) นอกจาก เมล็ดดอกทานตะวัน แล้วยังมีพืชผักที่อุดมด้วยวิตามินอี ได้แก่ถั่วอัลมอนต์ ผักโขม ซอสมะเขือเทศ หัวผักกาดเขียว เป็นต้นครับ

          6. ถั่วเหลืองหรือซอสถั่วเหลือง : ซึ่งประกอบไปด้วย phytoestrogen ซึ่งสามารถปรับสมดุลให้ระดับฮอร์โมนผู้หญิงให้เป็นปกติ (can help balance female hormones) แต่งานวิจัยของ Lewis ค่อนข้างขัดแย้งกับงานวิจัยข้างต้น โดยเขาอธิบายว่า การรับประทานนมถั่วเหลือง (soy milk) หรือผงโปรตีนนมถัวเหลือง (soy protein powder) จะทำให้การสร้าง estrogen ตามธรรมชาติของผู้หญิงลดลง เป็นผลมาจาก (opposite effect) เนื่องจากระดับของ phytoestrogen ในกระแสเลือดไปทำให้ร่างกายเรียนรู้ที่จะผลิต estrogen ลดลง เพื่อให้ร่างกาย balance ระหว่าง estrogen แท้ กับ estrogen เทียม (phytoestrogen) ......ในความคิดของผม อาหารอื่นมีเยอะแยะ ในเมื่อมีงานวิจัยยังขัดแย้งกันอยู่ ผมแนะนำว่า ไม่ต้องทานเลยดีกว่าหรือทานแต่น้อย ส่วนคนที่มีบุตรง่ายหรือคนทั่วๆ ไปก็สามารถรับประทานนมถั่วเหลืองได้ตามปกติครับ

          7. พรุน : อุดมด้วยสาร ORAC (oxygen radical absorbency capacity) ซึ่งช่วยป้องกันสารที่เป็นอนุมูลอิสระ ที่จะไปทำลายอวัยวะสืบพันธุ์ของผูหญิง นอกจากพรุนแล้ว ยังพบสาร ORAC  ใน ลูกเกด (ลูกองุ่นแห้ง) ผักโขม กะหล่ำปลีสีเขียว เป็นต้น

          8. หอยนางรมหรือซอสหอยนางรม : จากงานวิจัยของ Derek Abbassi, MD, board certified obstetrician/gynecologist and member of the Physicians Committee for Responsible Medicine พบว่าอาหารประเภทนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสี (zinc) ซึ่งช่วยทำให้ระดับของอสุจิให้พอดี ( help mantain optimum sperm count) และยังช่วยลดระดับ estrogen (ฮอร์โมนเพศหญิง) ในผู้ชาย (lowering excessive amounts of estrogen in men) ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ชาย เพราะทำให้ฮอร์โมนผู้ชายเด่นขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าแร่ธาตุสังกะสี ยังลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะแท้งบุตร (reduce the risk of miscarriage) ในเพศหญิงอีกด้วย ซึ่งในความคิดผม หอยนางรมคุณภาพดีมันมีราคาแพง และการหาหอยนางรมที่มีคุณภาพนั้นหายาก ซึ่งถ้าหาหอยนางรมไม่ได้จริงๆ ก็ให้ไปหา zinc เม็ดมารับประทานจะถูกกว่ามากครับ

น้ำหนัก ก็มีผลต่อภาวะมีบุตรยากเช่นกัน

          พูดถึงเรื่องน้ำหนัก บางคนคิดว่าไม่สำคัญ ปล่อยให้ผอมหรืออ้วน แตกต่างกันไปตามความการเลี้ยงดูหรือความสมบูรณ์ของอาหารการกิน แต่เราพบว่า คนที่มีน้ำหนักเยอะ หรือคนที่มีค่าBody Mass Index (BMI) (Body Mass Index คือ ค่าดัชนีมวลกาย มีสูตรคำนวณ = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ความสูง (เมตร) ยกกำลังสอง) เกินกว่า 23 (ภาวะอ้วน) หรือเกินกว่า 28 (โรคอ้วน) มักจะมีบุตรยาก ส่วนช่วงของค่าดัชนีมวลกายที่พอเหมาะพอดีคือช่วง 18-23 ครับ เหตุผลของคนที่อ้วนแล้วมีบุตรยากเป็นเพราะว่า ร่างกายของคนอ้วนนั้นมักมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมาก และกักเก็บน้ำตาลในรูปแบบของไกลโคเจนหรือไขมัน  โดยเฉพาะส่วนที่เป็นแกนกลางของลำตัว เช่น คนอ้วนมักจะมีพุง  ต้นแขน-ต้นขาใหญ่ เป็นต้น หรือบางส่วนของน้ำตาลยังอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้  จะไปกดการทำงานของระบบอิมมูน(ระบบป้องกันเชื้อโรค)ในร่างกาย เห็นได้ชัดจากผู้ป่วยเบาหวานที่มีบาดแผล อาจจะต้องตัดแขน ขา เนื่องจากบาดแผลไม่หายหรือถ้ามีระดับของน้ำตาลที่สูงมาก ทำให้เลือดมีความหนืดสูงตามไปด้วยอาจทำให้เกิดภาวะไตวายเนื่องจากเลือดหนืดๆ ผ่านไปที่หน่วยไตในระบบจัดการกับของเสีย ทำให้หน่วยไตเสื่อม การกำจัดของเสียทำได้ลดลง นอกจากนี้ระบบข้อกระดูกก็จะเสื่อมลงเนื่องจากมีแรงกดทับจากน้ำหนักของร่างกาย

          คนอ้วนมักนอนกรน ทำให้การแลกเปลี่ยนอากาศและสภาพการนอนแย่ลง ส่งผลต่อระบบปอด หัวใจ และหลอดเลือด นอกจากนี้คนอ้วนมักเป็นคนขี้ร้อน ซึ่งสภาวะดังกล่าวนี้อสุจิไม่ชอบ (อสุจิชอบภาวะเย็นๆ สบายๆ) เป็นที่มาของเหตุผลที่ว่าทำไมอัณฑะของผู้ชายต้องอยู่ข้างนอกร่างกาย เพราะข้างนอกร่างกายเย็นกว่าข้างในร่างกาย

          คนอ้วนมักชอบรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล รวมไปถึงไขมันต่างๆ ซึ่งทั้งหมดที่รับประทานเข้าไปนี้ มักทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free radicle)  ทำให้เกิดการเสื่อม หรือการตายของเซลล์ในร่างกาย รวมไปถึงเซลล์อสุจิด้วย.....นี่เป็นเพียงบางส่วนที่คนอ้วนต้องเจอ ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัว

          มาดูในส่วนของคนผอม ( BMI น้อยกว่า 18 ลงไป) ....มีคนกล่าวว่า "อ้วนตายง่าย ผอมตายยาก" ซึ่งผมคิดว่าโอกาสตายเท่ากันครับ เพราะคนผอมมักมีพลังงานสะสมน้อย เวลาเจ็บป่วยไม่สบายมักจะเสียเปรียบ เพราะมีต้นทุนต่ำคือพลังงานสะสมในร่างกายน้อย นอกจากนี้ถ้าผอมมากๆ ร่างกายมักจะขาดสารอาหาร แน่นอนว่าเซลล์ในร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซม ดูแลสภาพของร่างกายให้เป็นปกติ แม้กระทั่งเซลล์อสุจิก็ต้องการสารอาหารเหล่านั้นด้วย นอกจากนี้จากสภาพที่มีพลังงานสะสมน้อย ทำให้คนผอมไม่ค่อยมีเรียวแรง ติดเชื้อโรคได้ง่ายพอๆ กับคนอ้วน แต่ปัจจัยเสี่ยงในอัตราการการเกิดโรค โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรังต่ำกว่าคนอ้วน.......
    
          จากทั้งหมดที่กล่าวมา เพียงจะบอกว่า ร่างกายของเราเปรียบเสมือนบ้านพักอาศัย หากบ้านมีความแข็งแรง มีความร่มรื่นร่มเย็น ปลอดภัย มีอาหาร ทรัพย์และบริวารต่างๆ ครับครันแล้ว....คนที่อยู่อาศัย (อสุจิ) ก็จะมีสุขภาพดีตามไปด้วย เริ่มต้นวันนี้ ยังไม่สายนะครับ.....

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการเพิ่มโอกาสการมีบุตร


ขอยกเครดิตให้ น.พ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์ ผู้ให้ข้อมูลครับ
--------------------------------------------------------------------------------

วันนี้จะว่ากันถึงเรื่อง จังหวะเวลา / การปฏิบัติ / ความถี่ ที่จะทำให้มีโอกาสตั้งท้องได้สูงสุดกัน

ตั้งท้องยุคนี้ดูสวนกระแสเหมือนกันนะครับ เพราะใคร ๆ ต่างก็แห้งเหี่ยวไปตาม ๆ กัน แต่การมีลูกเป็นการลงทุนระยะยาว บางคนอาจจะคิดว่าอายุก็มากแล้ว รอไปอีกก็ไม่เห็นอนาคต ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเป็นยุคทองของไทยอีก ปล่อยให้ท้องซะตอนนี้หมดเรื่องหมดราว

บางคนมีลูกมาแล้วก็อยากมีไปที่เดียวเลย เลี้ยงโตขึ้นมาด้วยกัน ใช้ของร่วมกันได้ ถือเป็นการประหยัดอีกด้วย เหนื่อยทีเดียวจบกันไปเลย มีลูกห่างเกินไปก็ไม่ดี ปกติแล้วควรมีลูกห่างกันประมาณ 2-3 ปีกำลังดี ถ้าห่างไปกว่านี้ลูกจะต่างวัยกัน มากเกินไป ลูกคนโตจะเริ่มติดเพื่อนมากกว่าที่จะสนใจน้องซะแล้ว ก็เลยอาจทำให้พี่กับน้องไม่ค่อยสนิทกันก็ได้

เอาล่ะจะยังไง ถือว่าตอนนี้ตัดสินใจจะมีลูกอีกคนก็แล้วกัน ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้างล่ะ ก่อนที่เราจะมีลูกอีกคนก็ต้องคิดกันก่อนว่าจะเลี้ยงไหวหรือเปล่า มีเวลาเลี้ยงหรือเปล่า มีเงินเพียงพอที่จะเลี้ยงดูได้ดีหรือเปล่า เดี๋ยวนี้นะแค่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปยี่ห้อฝรั่ง ไทยใช้ ห่อหนึ่งก็ตั้งห้าร้อยกว่าบาทแล้ว เลี้ยงลูกอย่างเดียวเงินเดือนก็หมดซะแล้ว คงต้องเก็บหอมรอมริบไว้ล่วงหน้าสักหน่อยนะครับ

ก่อนจะเริ่มตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย จึงควรไปพบคุณหมอ แล้วบอกคุณหมอไปตามตรงเลยนะว่าตอนนี้อยากมีลูกแล้ว คุณหมอจะให้คำแนะนำ แล้วก็ตรวจร่างกายคุณแม่ว่ามีอะไรผิดปกติ ที่สำคัญก็ต้องตรวจภายในเช็กมะเร็ง ปากมดลูก ตรวจดูปีกมดลูกว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์อะไรผิดปกติหรือเปล่า หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็จะได้รีบรักษาให้หายเสียก่อน ดีกว่ามาเจอความผิดปกติ เอาตอนท้อง ซึ่งก็จะทำให้รักษายากเพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเด็กในท้องอีกคนด้วย ที่สำคัญและลืมไม่ได้ก็คือ ต้องตรวจเลือดด้วย เพื่อหาโรคเอดส์ ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี หัดเยอรมัน ตอนนี้ไว้ใจใครได้ง่าย ๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะ เอาเป็ว่าตอนนี้ก็พร้อมเต็มที่ ทุนทรัพย์พร้อม ร่างกายพร้อม มดลูกพร้อม สามีพร้อม ตอนนี้ก็ถึงภาคปฏิบัติทำให้
ท้องซะที


มูกไข่ตก…ช่วงนี้สำคัญเชียวล่ะ
เมื่อเราตั้งใจจะมีลูก ควรให้ความสนใจกับรอบเดือนของตนเองมาก ๆ หน่อย ต้องคอยจดไว้ว่าประจำเดือนมาเมื่อไหร่ หมดเมื่อไหร่ มาสม่ำเสมอดีหรือเปล่า  ที่ต้องให้จด เพื่อจะได้รู้ว่าไข่จะตกเมื่อไหร่นั่นเองครับ
ในผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาทุก 28 วัน ถ้านับว่าประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของรอบ ไข่ก็จะตกในวันที่ 14 แต่สำหรับผู้หญิงบางคนประจำเดือนอาจมาทุก 30 วัน ไข่ก็จะตกในวันที่ 16 ของรอบ หรือประจำเดือนมาทุก 32 วัน ก็จะตกไข่ในวันที่ 18 ของรอบ คือเกิน 28 วันไปเท่าไรก็บวกกับวันที่ไข่ตกไปเท่านั้น ช่วงที่มีไข่ตกจะสังเกตว่ามีตกขาวเป็นมูกใส ๆ ลื่น ๆ เฉอะแฉะออกมาเยอะ อย่างนี้เรียกว่า "มูกไข่ตก" ถ้าลองใช้มือ
จับเอามูกนี้ติดมือออกมาก็จะพบว่ามันใส ลื่น แล้วก็สามารถจับยืดได้กว่า 10 เซนติเมตรโดยไม่ขาดจากกัน แตกต่างจากมูก ตอนช่วงอื่น ๆ ที่เหนียว ข้น แล้วก็ไม่สามารถจับยืดได้มากนัก ถ้าเจอมูกอย่างนี้จัดการได้เลยครับ แต่สำหรับผู้หญิงบางคนประจำเดือนอาจมาไม่ค่อยสม่ำเสมอเป็นปกตินัก บางทีก็ 30 วัน 35 วัน บางทีหายไป 2 เดือนเลยก็มี กรณีนี้การนับวันก็คงจะลำบากนิดหน่อย นอกจากการใช้วิธีสังเกตมูกไข่ตกช่วยด้วยแล้วอาจต้อง ใช้ชุดทดสอบหาวันไข่ตก 
( LH Ovvlation test )ช่วยเสริมในช่วงที่มีไข่ตกนี้ บางคนก็อาจมีอาการปวดถ่วง ๆ ระบมในท้องน้อย ปวดร้าวออกไป ข้างหลัง อาการนี้ก็เกิดจากรังไข่เป่งบวม มีไข่ตกแตกทะลุออกมา บางทีก็มีเลือดไหล ซึมออกมาจากรังไข่ไปขังอยู่ในอุ้งเชิงกราน  ก็ทำให้เกิดการปวดท้องน้อยได้ ผู้หญิงบางคนก็มีอาการนี้นาน ๆ ที บางคนก็เป็นบ่อย ส่วนมากแล้วอาการปวดท้องน้อยนี้ จะหายได้เองใน 1-2 วัน ผู้หญิงบางคนพอมีอาการระบมในท้องน้อยอย่างนี้ ก็ไม่อยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้เลยไม่ท้องซะที

ยุ่งกันถี่…ใครว่าจะมีลูกง่าย ๆ 
นอกจากนี้แล้วก็เป็นหน้าที่ของผู้ชายบางล่ะ ผู้ชายก็ต้องทำหน้าที่ของตัวให้ตรงช่วงกับที่มีไข่ตก  แต่บางคนกลับขยันเกินไป ช่วงสัปดาห์ที่มีไข่ตกก็จัดการทำการบ้านทุกวัน วันละหลาย ๆ นัด เรียกว่าถล่มปูพรมกะให้ติดให้ได้ระบมอย่างนี้ไม่ได้เกิดจากไข่ตกนะครับ กลายเป็นยุ่งกันมากจนระบมมากกว่า สุดท้ายก็ไม่ติดครับ
การมีอะไรกันถี่มากเกินไปก็ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์น้อยลง หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ายิ่งยุ่งกันถี่ ๆ ยิ่งมีโอกาสท้องได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณผู้ชายรู้จักตัวอสุจิลูกหลานของคุณเองก็จะเข้าใจเองนะครับ ตัวอสุจิสร้างออกมาจากลูกอัณฑะทั้งสองข้าง โดยค่อย ๆ เติบโตจากตัวอ่อนเบบี้จนโตเต็มที่เป็นหนุ่มใหญ่วัยผสมพันธ์ใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ แก่ตัวลง หมดเรี่ยวหมดแรงไปในที่สุด ดังนั้นหากมีการปล่อยตัวอสุจิออกไปทำหน้าที่ถี่ ๆ ทุกวันทุกคืน ตัวอสุจิที่ออกไป ยังโตไม่ทันเป็นแค่ตัวอ่อนเบบี้ ยังทำ
อะไรไม่เป็นก็เหมือนเกณฑ์เด็กไปเป็นทหาร มันก็ไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดหรอกครับ


ยุ่งกันบ่อย…แค่ไหนมีสิทธิ์ "ติดลูก"
อัตราการมีเพศสัมพันธ์ที่กำลังดีคือ วันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ซึ่งตัวอสุจิ ที่ปล่อยออกไปจะเป็นตัวที่โตเต็มที่แข็งแรงแหวกว่ายเข้าไปได้จนถึงปลายทาง ปกติแล้วตัวอสุจิจะใช้เวลาเดินทางแค่ไม่ถึง 5 นาที นับตั้งแต่ปล่อยออกมาเข้าไปใน ปากมดลูก ผ่านตัวมดลูก แล้วแบ่งกันวิ่งเลี้ยวเข้าไปในปีกมดลูก จนวิ่งเข้าไปเจอไข่ ที่ล่องลอยอยู่ในปีกมดลูก แต่มีแค่ตัวเดียวที่สามารถเจาะไข่แดงเข้าไปได้
จริง ๆ แล้ว ตัวอสุจิมันไม่รู้หรอกครับว่า ต้องวิ่งเข้าไปยังไง ตรงไป เลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา ไม่มีป้ายคอยบอกทางไม่มีแผนที่ดูเอาไว้ก่อน แต่เพราะตัวอสุจิที่ปล่อยออกมา มีจำนวนมากมาย ปล่อยออกมาที่หนึ่งก็เป็นหลายร้อยล้านตัวแต่ละตัวต่างวิ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ บางตัววิ่งออกมาข้างนอก บางตัวก็วิ่งวนไปวนมา มีบางตัววิ่งเข้าไปในปากมดลูกได้สำเร็จ และมีแค่ประมาณ 5 พันตัวเท่านั้นเอง ที่สามารถวิ่งไปถึงไข่ แต่ก็มีหนึ่งในห้าพันนี้เท่านั้น ที่เจาะเข้าไปในไข่ เกิดการปฏิสนธิได้สำเร็จ

ผู้หญิงบางคนพอมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว ก็รีบล้างออกทันทีจนหมด ถ้าอยากมีลูกไม่ควรล้างออกนะครับให้นอนหงายนิ่ง ๆ อย่างน้อย 5 นาที เพื่อไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกมาข้างนอกหมดเสียก่อน ถ้าอยากมีลูกแล้ว น้ำอสุจิมีค่าทุกหยาดหยดเลยนะครับ

น้ำอสุจิของผู้ชายเราไม่ใช่เป็นของที่สกปรก แต่ที่จริงแล้วมันสะอาดปราศจากเชื้อโรค ใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นในกรณีที่ผู้ชายคนนั้นเป็นกามโรคนะครับ ดังนั้นหากมันตกค้าง อยู่ภายในช่องคลอดชั่วข้ามคืนก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียใดๆตามมาหรอกครับ

ตรวจรับผลงาน
คราวนี้ก็ต้องรอดูผลงาน เมื่อถึงครบกำหนดที่ต้องมีประจำเดือนมา แต่กลับเงียบจ้อย หายไปเฉย ๆ ก็ส่อแววว่าจะตั้งครรภ์แล้ว ก็ให้ตรวจครรภ์ด้วยตนเองก่อน หาซื้ออุปกรณ์สำหรับตรวจได้จากร้านขายยาทั่วไป

ปัสสาวะที่ใช้ตรวจก็ควรเป็น ปัสสาวะในตอนเช้า เพราะว่ามันจะมีปริมาณฮอร์โมนออกมาค่อนข้างเยอะ ตรวจเจอง่ายกว่า สายๆ บ่าย ๆ กินโน่นกินนี่ ปัสสาวะอาจจะเจือจางลงแล้ว ตรวจไม่เจอก็ได้  ถ้าตรวจครรภ์แล้วปรากฏว่า "ท้อง" ก็ถือว่าสำเร็จตามหลักสูตร

ถ้าตรวจดูแล้ว "ไม่ท้อง" ให้รออีกหน่อยรออีก 7 วัน ประจำเดือนยังไม่มา ก็ให้ตรวจปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง บางคนมาตรวจเจอเอาครั้งหลังก็มีเหมือนกัน ต้องลุ้นกันหน่อยครับ

สำหรับบางคู่ เพียรพยายามมาครบทุกสูตรแล้วก็ยังไม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์กันตามปกติ ไม่ได้ว่างเว้น แล้วก็ไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีใด ๆ ด้วย หากเกิน 1 ปีไปแล้ว ก็ให้ปรึกษา คุณหมอได้เลยครับ คุณหมอสูติฯ ที่รักษาเกี่ยวกับการมีบุตรยากนั่นแหละครับ

คนที่อยากมีลูกก็ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ จะได้เป็นแฟน "ดวงใจพ่อแม่" กันไปนาน ๆ


ถ้าอย่างนี้ก็มีลูกง่าย 
ข้อมูลตรงนี้อาจช่วยให้แผนการมีลูกประสบความสำเร็จได้มากขึ้น
- โอกาสที่จะเกิดลูกได้ง่ายที่สุดคือช่วง 6-12 ชั่วโมงหลังการตกไข่ รู้ว่าตกไข่เมื่อไร อย่ารอช้านะครับ
- อายุ 24 ปี ของทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงเป็นวัยนาทีทอง ที่มีโอกาสติดลูกมากที่สุด
- 1 ใน 4 ของคู่แต่งงานที่ไม่ได้คุมกำเนิด จะตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนแรก และ 60 เปอร์เซ็นต์
   จะตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือนแรก  และ 9 ใน 10 คนจะตั้งครรภ์ในช่วง 18 เดือน หลังแต่งงาน 

ลงทุนซื้ออาหารเสริมพวกนี้มาทานนะครับ ก่อนอื่นมาดูซิว่า ควรได้รับปริมาณสารอาหารต่างๆ เท่าไหร่ดี

เพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก การได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อไปนี้ จึงต้องทำเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้ boot up ร่างกายให้พร้อมต่อการเจริญพันธุ์ มาดูกันซิว่า มีอะไรต้องรับประทานกันมั่ง.....ตามมา.........!!!!

1. ที่ขาดไม่ได้เลยคือ แร่ธาตุสังกะสี ( zinc)  ต้องรับประทานวันละ 30 - 60 มิลลิกรัม ซึ่งถ้ารับประทานสังกะสีทุกวัน อาจทำให้ร่างกายขาดธาตุทองแดง ซึ่งสามารถรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุทองแดง เช่น ตับ ไต ไข่แดง หอยนางรม ถั่ว แป้ง กล้วย ซึ่งผมแนะนำให้ทานกล้วยดีที่สุดครับ เพราะเป็นผลไม้ที่ให้ โพแทสเซียมสูงด้วย ดีต่อหัวใจและอวัยวะต่างๆ ครับ (รับประทานวันละ 2 ถึง 4 เม็ด)

2. วิตามินอี (Vitamin E) ต้องรับประทานวันละ 400 ถึง 800 IU ขนาดดูเหมือนเยอะนะครับ แต่เริ่มต้นที่วันละ 400 IU ก็น่าจะเหมาะครับ (รับประทานวันละ 1 ถึง 2 เม็ด)

3. อาร์จินีน (arginine) สามารถเพิ่มจำนวนเชื้ออสุจิและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ ควรได้รับวันละ 2-4 กรัมต่อวัน (เอาจากพืชที่ระบุในบทความที่ผ่านมานะครับ)

4. โฟลิก แอซิด (folic acid) ควรได้รับวันละ 5 มิลลิกรัม ต่อวัน (รับประทานวันละ 1 เม็ด)

5. วิตามินบี6 (Pyridoxine) ควรได้รับวันละ 50 ถึง 150 มิลิกรัมต่อวัน (รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง) โดยทั่วไป  ร่างกายต้องการวิตามินบี 6 เพียงวันละ 1.8-2.2 มิลลิกรัมต่อวัน แต่คนที่มีบุตรยากต้องการมากกว่าปกติหลายเท่า วิตามินชนิดนี้มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของโปรตีนในร่างกาย พบมากในอาหารที่ให้โปรตีน ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ถั่วเหลือง ตับสัตว์ ไข่ และนม เป็นต้น คนไทยมักไม่ขาดวิตามินชนิดนี้ ยกเว้นในคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีการใช้ยารักษาวัณโรค เป็นต้น

6. โคลีน (Choline) เราได้รับสารอาหารตัวนี้จากพืชผักที่ได้เสนอไปแล้ว หรือรับประทานเลซิติน (lecithin) พบได้มากใน ถั่วเหลือง แต่แหล่งอาหารที่ให้เลซิตินยังมีอีกมากมาย อาทิ ไข่แดง ตับ ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก โดยเลซิติน จะให้ ฟอสฟาทิดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) เป็น ซึ่งสารนี้จะให้วิตามินบีชนิดหนึ่ง เรียกว่า โคลีน ครับ ซึ่งควรได้รับเลซิตินวันละ 1200 ถึง 3600 มิลิกรัมต่อวัน (เที่ยบเท่าโคลีน 23.5 ถึง 70.5 มิลลิกรัม)  (รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง)

ข้อมูลนี้สำคัญที่สุด : Green power for infertility (พลังสีเขียวพิชิตภาวะมีบุตรยาก)




จะขอกล่าวถึงพืชผักที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความหวังสำหรับผู้มีบุตรยากแล้วนะครับ กระผมพยายามเลือกเอาตัวเด่นๆที่พอจะมีและหาซื้อได้ง่ายในตลาดใกล้บ้าน สิ่งสำคัญที่มากกว่านั้นคือ สารสำคัญที่อยู่ในตัวพืชผักสมุนไพรดังกล่าว เป็นตัวชี้วัดถึงประสิทธิภาพที่ส่งเสริมสมรรถนะให้กับท่านที่ใส่ใจดูแลสุขภาพครับ...เริ่มกันเลยนะครับ...

1. Cauliflower ( Hight B6) : กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บร็อคโคลี หัวหอม กล้วย สาหร่าย เน้นที่ตัวกะหล่ำดอกและกะหล่ำปลีนะครับ เพราะมีมากจริงๆ โดย จากการวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผู้ที่เป็นหมัน มักมีระดับของ B6 ต่ำกว่าปกติ หรืออีกแนวทางหนึ่งก็คือ ไปซื้อวิตามินบี6 ที่ร้านยาเลยครับ (ขอบี 6 เพียวๆ นะครับ ลืมไปบี6 มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Pyridoxine มีขายในขนาด 100 มิลิกรัมต่อเม็ด ถ้าหาซื้อไม่ได้ มาซื้อที่ร้านผมได้ครับ...คริคริ) แต่ควรที่จะทานควบคู่กับพืชผักดังกล่าวด้วย เพื่อได้รับสารอาหารตัวอื่นเพิ่มเติมไปด้วย เช่น แร่ธาตุสังกะสี โฟลิก เป็นต้น

2. Ginger : ขิง มีรายงานพบว่า การรับประทานขิงสามารถทำให้เพิ่มจำนวนของเชื้ออสุจิและทำให้มันวิ่งเร็วขึ้น (increased sperm count amd motility) ถ้าใครทานได้ก็ทานนะครับ เพราะดีมีประโยชน์ แต่ถ้าใครไม่ชอบรับประทานขิงเพราะว่ามันเผ็ด ก็ทานน้อยๆ หรือเลี่ยงทานผักสมันไพรตัวอื่นก็ได้ครับ (ผมไม่ชอบทานขิงเหมือนกันครับ)

3. Ginseng : โสม ในความคิดของผม แม้จะมีรายงานว่ากินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง ทำให้เชื้ออสุจิแข็งแรง ผมคิดว่า มันไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทาน เหตุผลแรกก็คือโสมสกัดราคามันแพง เนื่องจากมันหายาก ซึ่งถ้าเลือกไม่เป็น อาจได้โสมปลอมก็ได้(โสมที่โดนสกัดสารสำคัญ(ginsenoside) ออกไปหมด หรือเกือบหมดแล้วที่นำมาวางขายในตลาดเยาวราช) และอีกอย่าง ผมไม่อยากให้ท่านสิ้นเปลืองครับ เพราะเหตุผลที่สร้าง blog นี้ขึ้นมาเพื่อให้ท่านใช้พืชผักที่อยู่ในท้องตลาดง่ายๆ นี่แหละ มาปรุงหรือรับประทานเป็นยาและผมคิดว่า ไม่จำเป็นต้องกินโสมก็ได้ ถ้ารับประทานผักที่ผมบอกมาได้ประจำหรือบ่อยๆ เชื่อผมเหอะ....รับรองมีบุตรสมใจ

4. Guava : ผลฝรั่ง หรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ  ต้องเรียนก่อนว่า ร่างกายคนเราต้องการวิตามินซีจริงๆ เพียงแค่วันละ 60 มิลลิกรัม แต่ท่านควรได้รับวิตามินซี (Ascorbic acid)  วันละ 1000 มิลิกรัม แต่ร่างกายมีตัวรับวิตามินซีแค่ 300-400 มิลิกรัมต่อการรับประทาน และจะสร้างตัวรับขึ้นใหม่เท่าจำนวนเดิมภายใน 4-6 ชั่วโมง เพระฉะนั้น ท่านต้องแบ่งการรับประทานวิตามินซีเป็น 2 ครั้ง คือ เช้า และเย็น ครั้งละ 500 มิลลิกรัม (ถ้าเม็ดยา 1000 มิลลิกรัม ให้ท่านหักแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน แล้วรับประทานตามเวลาดังกล่าว.....แต่ถ้ามองไปว่า ถ้าได้รับวิตามินซีไปแล้ว แน่นอนว่า วิตามินซี (ascorbic acid) เป็นกรดผลไม้ที่ได้จากการสังเคราะห์หรือธรรมชาติก็ตาม มันก็คือกรด (acidic) ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่เคยนำเสนอไปว่า ไม่ควรรับประทานผลไม้หรือผักที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะจะได้ทำให้สภาพช่องคลอด stress จากกรดที่สูงเกิน นอกจากนี้ วิตามินซีที่ได้รับปริมาณมากๆหรอืเกินกว่าร่างกายจะนำไปใช้ จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ยิ่งทำให้สภาพของช่องคลอดเป็นกรดสูงขึ้น ในความคิดดังกล่าวนี้ ยังขัดแย้งกันอยู่ผมแนะนำว่า อย่ารับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวหรือมีความเป็นกรดมากเกินไปจะดีที่สุด หรือเลี่ยงได้ก็งดไปก่อนดีกว่าครับ หรืองดรับประทานในช่วงที่ไข่จะตก คือวันที่ 10, 13 , 15 หลังจากนั้นค่อยรับประทานตามปกติก็ได้ครับ

5. Cucumbers : แตงกวา เป็นพืชที่อุดมด้วยสังกะสี (Zinc) มีหลักฐานยืนยันว่า การขาดสังกะสีในผู้ชายทำให้ผู้ชายเป็นหมัน น้ำกามหรือน้ำอสุจิไม่มีความข้นเหนียว และส่งผลทำให้ได้ตัวอสุจิที่ไม่มีคุณภาพ รู้อย่างนี้ ควรกินแตงกวาเยอะๆ นะครับ

6. Sunflower : เมล็ดอกทานตะวัน เป็นพืชที่อุดมด้วยอาร์จินีน (arginine) โดยมีฤทธิ์ในการเพิ่มปริมาณของตัวอสุจิ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า คนที่ต้องการมีบุตร ควรได้รับอาร์จินีน วันละ 4 กรัม/วัน นั่นหมายถึง การรับประทานเมล็ดดอกทานตะวัน วันละ 2 ออนส์ (60 กรัม)

7. Cabbage : กะหล่ำดอกและกะหล่ำปลี เป็นพืชที่อุดมด้วยโคลีน (choline) จากการศึกษาในตัวอ่อนหนู rat  พบว่า ถ้าหนู ขาดโคลีน จะทำให้มันเป็นหมันได้ เพราะฉะนั้น คนที่ต้องการมีบุตรอย่าลืมกินกะหล่ำปลีนะครับ รับรองดีต่อสุขภาพ

อันที่จริงมีพืชผักอีกหลายชนิดที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่เป็นเพราะว่าหายาก และไม่เป็นที่รู้จัก กระผมเลยขออนุญาตไม่นำเสนอนะครับ เพราะเขียนไปก็ไม่ได้กินอยู่ดี.....คริคริ

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฉันไม่สามารตังครรภ์ได้เลยในระเวลา 6 ปี จนกระทั่งฉันค้นพบความลับดีๆ (7 ข้อ)

คำกล่าวข้างบนนี้ แปลจากภาษาอังกฤษที่ว่า " I couldn't get pregnant for 6 years until I found this secret !!"

ความลับที่ว่านั้น กระผมขอแจกแจงทีละข้อนะครับ เพื่อให้ทุกท่านที่อ่านเข้าใจและนำไปลองปฏิบัติตาม รับรองสิ่งที่เขียนขึ้นมา สามารถทำให้บางท่านมีบุตรสมใจได้ครับ

1. Eat more akaline than acidic foods : หมายถึง ให้ท่านกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง มากกว่าอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะ ความเป็นกรดด่างสำคัญต่อกระบวนการปฏิสนธิและการฝังตัวของตัวอ่อน ถ้าท้าวความไปยังบทความที่ผ่านมา เราจะพบว่า สภาพของน้ำกามหรือน้ำอสุจิเป็นด่าง ส่วนช่องคลอดของผู้หญิงเป็นกรด สาเหตุที่เป็นกรดเพราะร่างกายต้องกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งอสุจิ ก็ถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคด้วยเช่นกัน( ร่างกายไม่รู้หรอกครับ ว่าตัวไหนมาดีหรือมาร้าย ใครหน้าไหนเข้ามา ร่างกายจัดการกับมันเรียบ) อย่างไรก็ตามการลดสภาวะ stress ภายในช่องคลอดโดยการลดความเป็นกรด สามารถกระทำได้อย่างปลอดภัย โดยการเลือกรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ได้แก่.....

* Non-citrus fruits : ได้แก่พืชที่ไม่ใช่ ส้ม มะนาว หรืออะไรก็ตามที่มีรสเปรี้ยว ควรบริโภคแต่น้อย หรือไม่บริโภคชั่วขณะ เน้นผลไม้รสฝาด (ฝาด = ด่าง)

* Vegetables : พืชผักทุกชนิด ได้แก่ผักใบเขียวทุกประเภท ยกเว้นบางชนิด เช่น ขึ้นช่าย เป็นต้นไม่ควรรับประทาน

* งดหรือรับประทานแต่น้อยสำหรับ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นมจากสัตว์ และพวกเมล็ดธัญญพืชต่างๆ

พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้ารับประทานอาหารดังกล่าว จะได้ right pH สำหรับ conception and implantation ครับ

2. Eat more essential fatty acid : ตัวสำคัญที่จะกล่าวถึงคือ linoleic acid และ alpha-linoleic acid  ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกระบวนการตกไข่ (Ovulation) จากการเกิด Follicle rupture (the release of egg) และพัฒนาให้เกิด corpus luteum (ที่อยู่ของไข่ที่ได้รับการผสม) ในเวลาต่อมา ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วย linoleic acid และ alpha-linoleic acid  ได้แก่

* ปลาทุกชนิด (พวกที่ชอบทานปลา มักได้เปรียบ)

* fish oil (สามารถหาซื้อทานได้ มีรูปแบบอาหารเสริมมากมายในท้องตลาด)

*ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น นมถัวเหลือง (ผู้ชายที่เป็นสามี ต้องงดหรือห้ามรับประทานผลิตภัณฑ์ที่สกัดหรือเติมแต่งมาจากนมถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลือง(รวมถึงถัวในตะกูลเดียวกัน เช่น ถัวเขียว ถั่วแดง) มีสารที่เป็น phyto-estrogen สามารถทำให้จำนวนอสุจิลดลงได้ เนื่องจากสารตัวดังกล่าว ค้ลายคลึงกับฮอร์โมน เอสโตรเจน ในเพศหญิง ซึ่งหากร่างกายที่เป็นผู้ชายได้รับในปริมาณหนึ่ง จะแสดงความเป็นผู้หญิงได้เช่นกัน เช่น การมีน้ำเสียงที่เล็ก แหลมขึ้น มีหน้าอกขยายใหญ่ขึ้น หนวดเคราลดลง เป็นต้น แต่ถ้าเป็นผู้หญิง สามารถรับประทานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีข้อห้ามใดๆ ครับ

*พืชผักต่อไปนี้ ต้องทานอย่างน้อย 2-3 ครั้ง/ สัปดาห์ ได้แก่กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี แครอท หรือ บร็อคโคลี (ถ้าหาซื้อแครอทหรือบร็อคโคลีไม่ได้ ก็ไม่ต้องรับประทานหรอกครับ เพราะ กะหล่ำปลีดีที่สุด ด้วยราคาที่ไม่แพง กิโลกรัมละ 20 บาท สามารถกินสดๆ กับลาบ ขนมจีน ลูกชิ้น ไส้กรอก สารพัดอาหาร และมีงานวิจัยมากมายว่า ไอ้เจ้ากะหล่ำปลีนี่แหละ คือพระเอกสำหรับผู้มีบุตรยากตัวจริง*****

เนื่องจากสาร  linoleic acid และ alpha-linoleic acid   จัดเป็นสารกลุ่ม Omega-3 fatty acid  เป็นสารกลุ่มที่ต้านการเกาะของไขมันในหลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆ รวมไปถึงหลอดเลือดที่อยู่ในมดลูก (uterus) นนั่นหมายความว่า ถ้าเลือดไปเลี้ยงอวัยวะใดได้มาก นั่นหมายถึงการนำพาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ไปยังอวัยวะนั้น และนอกเหนือจากนั้น ยังเป็นการพาพวกของเสียที่เกิดขึ้นออกไปจากอวัยวะนั้นอีกด้วย ทำให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยต่อกระบวนการปฏิสนธิให้ประสบความสำเร็จขึ้นด้วย

3. รับประทานอาหารที่เป็น organic food (อาหารธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านการสังเคราะห์) และเนื้อสัตว์ที่ปราศจากฮอร์โมน (Hormone-free meats) : ยาฆ่าแมลง สารเคมีหรือฮอร์โมน ที่หลงเหลือตกค้าง จะส่งผลแบบ negative effect ในอวัยวะหรือต่อมไร้ท่อต่างๆ ในร่างกาย เพราะฉะนั้นการเลือกรับประทานผักหรืออาหารที่เป็น organic ปราศจากสารพิษเจือปน ย่อมทำให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทาน และเลือกรับประทานอาหารที่ส่วนผสมของเกลือและน้ำตาลแต่น้อย ไม่ควรบริโภคเยอะ เพราะอาจส่งผลทำให่เกิดอนุมูลอิสระ หรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักเกินกว่าปกติด้วย (imbalace)

4.รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยสาร di-indolylmethane (DIM) โดนเป็นสารที่กระตุ้นให้เอสโตรเจนเกิดการสันดาป ทำให้อารมณ์เป็นปกติ แสดงภาวะผู้หญิงตามรอบเดือน และกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี (มาอีกแล้ว พระเอกของเรา)

5. รับประทานวิตามินและเกลือแร่ทดแทน  การรับประทานวิตามินรวมที่มีเกลือแร่รวมอยู่ด้วยนั้น ส่งผลดีต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งวิตามินและเกลือแร่ที่ต้องการสำหรับภาวะมีบุตรยากได้แก่ เหล็ก กรดโฟลิก วิตามินบี (โดยเฉพาะ บี6 ) วิตามินเอ ซี อี สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในอาหารและผักผลไม้ที่จะได้กล่าวถึงในลำดับถัดไป หรือมีในรูปแบบอาหารเสริมที่ขายอยู่กลาดเกลื่อนในท้องตลาดครับ

6. งดกาแฟ บุหรี่และแอลกอฮอล์ โดยบุหรี่จะทำให้ไข่ไม่เกิดการผสม (makes eggs resistant to fertilization) นอกจากนี้ บุหรี่ยังทำให้ปริมาณอสุจิในผู้ชายลดลงด้วย (low sperm count in men)  และนิโคตินจากบุหรี่มีฤทธิ์หดหลอดเลือด (vasoconstriction) ทำให้อวัยวะสืบพันธ์ทั้งผู้หญิงและผู้ชายทำงานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากขาดเลือดและฮอร์โมนมาหล่อเลี้ยง ทำให้มีบุตรยากยิ่งขึ้น

7. ลดการใช้ยาถ้าไม่จำเป็น : การใช้ยากลุ่มแก้ปวด (NSAIDs) อย่างเช่น ไอบูโพรเฟน (ไอบูแกน, นูโรเฟน ) เมฟเฟเนมิก แอซิด (พอนด์สแตน) จะไปยับยั้งการสร้าง prostaglandin ทำให้ไข่ไม่ตก (inhibit ovulation) ถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือถ้าคุณเป็นคนช่องคลอดแห้งระหว่างมีเพศสัมพันธ์ คุณควรงดรับประทานยาลดน้ำมูก คัดจมูก (anti-histamin and nasal decongestants) และรับประทานไวตามินซีทดแทนจะดีกว่าครับ.....

สุดท้ายเราหวังว่าคุณจะประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ทั่วถ้วนหน้ากันครับ.....

พืชผักที่ต้องบริโภคเพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก : กะหล่ำดอกและกะหล่ำปลี (ตอนที่ 1)





ต้องรับประทานทุกวัน วันละ ครึ่ง ถึง 1 ผล สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จนกระทั่งมีบุตร
กะหล่ำดอก มีชื่อพื้นบ้านว่า กะหล่ำดอก และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า คอลิฟลาวเวอร์ (Cauliflower) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า บลาสสิก้า โอเลอร์ราซี จัดอยู่ในวงศ์ (family) ครูซิเฟอร์อี้ สายพันธุ์ โบไทร์ทิส ( Brassica oleracea L. var. botrytis L. Cruciferae)

กะหล่ำดอกมีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วยสารเอนไซม์ต้านมะเร็งชื่อ ซัลโฟราเฟน (sulforaphane)
สารฟีโนลิกส์ (phenolics) สารไอโซไทโอไซยาเนท (isothiocyanates) สารผลึกอินโดล
(indoles) อินโดล ทรี คาร์บินัล (indole-3-carbinal) ไดไทอัลไทโอน (dithiolthiones) กลูโค
ไซโนเลท (glucosinolates) กรดโฟลิก และคูมารีน ( folic acid & coumarines) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกะหล่ำดิบจะมีวิตามินซีสูง มีธาตุโพแทสเซียม กำมะถัน และเส้นใยมาก

สรรพคุณของกะหล่ำดอกและวิธีใช้ กะหล่ำดอกนิยมกินเป็นผัก เช่น กะหล่ำดอกผัดกับกุ้ง หมู หรือไก่ ก็ให้รสชาติอร่อยไม่เบาเลยทีเดียว หรือใส่ในแกงส้ม หรือต้มรับประทานกับน้ำพริก ในกะหล่ำดอกจะมีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า คาร์ซิโนเจน (carcinogens) ออกจากเซลล์ กลไกที่เกิดขึ้นคือ สารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ทำให้มีการผลิตเอนไซม์เฟสทูมากขึ้น (phase II) ซึ่งสามารถไปลดการผลิตเอนไซม์เฟสวัน (phase I) ที่เป็นอันตรายได้ เพราะเอนไซม์เฟสทู สามารถไปทำอันตรายสารพันธุกรรมในเซลล์ (cellular DNA) และจากรายงานผลการวิจัยที่เป็นข่าวฮือฮาเมื่อต้นปีที่แล้วพบว่า พืชในวงศ์ ครูซิเฟอร์อี้ (Cruciferae) ซึ่งรวมถึง บร็อคโคลี คะน้า ผักกาดขาว และกะหล่ำต่างๆ มีสารประกอบที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดี ดังนั้นจึงช่วยต้านมะเร็งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรายงานว่า ผักดังกล่าวช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี และจากการที่มีโพแทสเซียมสูงนี้เอง จึงช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและความดันโลหิตได้อีกด้วย
มีรายงานวิธีการใช้กะหล่ำดอก โดยให้นำกะหล่ำดอกไปคั้นน้ำ แล้วนำน้ำกะหล่ำดอกที่คั้นได้ไปใช้ อมกลั้วปาก พบว่าสามารถรักษาแผลในปาก แก้เจ็บคอ นอกจากนี้ยังพบว่าในน้ำ
กะหล่ำดอกสดช่วยรักษา แผลเรื้อรัง โรคเรื้อนกวาง ปวดศรีษะชนิดเรื้อรัง หอบหืด หลอดลมอักเสบ โดยแนะนำให้ดื่มประมาณ 1- 2 ออนซ์ทุกวัน และหากรับประทานกะหล่ำดอกสดมีคำแนะนำว่า ในการรับประทานกะหล่ำดอกอย่าปรุงสุกเกินไปนะคะ เพราะการปรุงสุกเกินไปจะทำลายคุณสมบัติทางยาของกะหล่ำดอก

กะหล่ำปลี มีชื่อพื้นบ้านว่า กะหล่ำปลี และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า ไวท์แคบเบจ (White Cabbage) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า บลาสสิก้า โอเลอร์ราซี้ จัดอยู่ในวงศ์ (family) ครูซิเฟอร์อี้ สายพันธุ์แคบปิตาต้า ( Brassica oleracea L. var. capitata L. Cruciferae)

กะหล่ำปลีมีส่วนประกอบคือ คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินเอ โฟเลท เบต้าแคโรทีน และสารกลูโคซิโนเลท (glucosinolates) มีแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น โพแทสเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม มีกรดแอมิโน ชื่อกลูตามีน มีเลซิทินสูง(Lecithin) มีสารจีฟาร์เนท(Gefarnat) มีสารอินโดลส์(indoles) และสารไดไทโอลไทออนส์(dithiolthiones)

สรรพคุณของกะหล่ำปลีและวิธีใช้ ในใบกะหล่ำปลี มีสารกลูโคไซโนเลทซึ่งเมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็งที่มีสรรพคุณกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อบุผนังได้เร็ว ส่วนสารกลูตามีนและจีฟาร์เนทรักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ ลดการอักเสบของท่อน้ำดี ป้องกันและรักษานิ่วในถุงน้ำดี ป้องกันโรคหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวานให้ดื่มน้ำคั้นจากใบสดของกะหล่ำปลีวันละ 2 แก้ว หรือรับประทานกะหล่ำปลีบ่อยๆ สำหรับสารเลซิทินมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส จึงเหมาะสำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
สิ่งใดก็ตามเมื่อมีคุณก็ต้องมีโทษนะคะ มีบางรายงานที่ยืนยันว่าผักในตระกูลนี้ห้ามกินมากเกินไป เพราะถ้ากินมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคคอพอกได้ เนื่องจากมีสารไปกั้นการดูดซึมไอโอดีนที่ต่อมไทรอยด์ โดยไปลดระดับไทรอกซินในเลือด นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ากะหล่ำปลีมีหลายสี เช่นกะหล่ำปลีสีม่วงแดง ที่เรียกว่า เร็ดแคบเบจ (Red cabbage) มีธาตุเหล็กสูงมาก จึงไม่ควรรับประทานมาก เพราะอาจจะทำให้ท้องผูกได้ สำหรับในกะหล่ำปลีที่มีสาร
กลูตามีนและจีฟาร์เนทนั้น ต้องเป็นกะหล่ำปลีชนิดสีขาวเท่านั้น

กะหล่ำปลี มี ผลวิจัยกว่า 10,000 ชิ้นกล่าวว่า การบริโภคกะหล่ำปลีมากกว่า 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ลดโอกาสการเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ชายลงถึง 66% คุณประโยชน์ กะหล่ำปลีสด มีวิตามินซีมากถึง 33 มิลลิกรัม/การบริโภค 100 กรัม ข้อควรระวัง ก่อนบริโภคกะหล่ำปลีที่ซื้อมาจากตลาด ต้องล้างให้สะอาดเสียก่อน เพราะกะหล่ำปลีจะเก็บยาฆ่าแมลงไว้มาก ควรล้างด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำส้มสายชูผสมน้ำล้าง เพื่อให้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่ใช้ก่อนหน้านี้ หลุดไปเสียก่อน จะได้ทานกะหล่ำปลีอย่างเอร็ดอร่อยและปลอดภัย

ความเป็นกรด-ด่าง และความเป็น isotonic ในช่องคลอด ส่งผลต่อการมีบุตรยาก

.......เป็นงานวิจัยต่างประเทศนะครับ ที่มีการศึกษาในคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยาก หรือแม้แต่คนปกติอย่างเรานี่แหละครับ เวลาที่ช่องคลอดมีความเป็นกรด-ด่างต่างกันกับน้ำกาม จะส่งผลต่อตัวอ่อน (อสุจิ)ที่จะไปผสมกับไข่ของเพศหญิง โดยทำให้เชื้ออสุจิอ่อนแอหรือแย่หน่อยคือ ตายไปต่อหน้าต่อตา ...คือถ้าเป็นคนแข็งแรงทั่วไป ที่มีปริมาณเชื้อค่อนข้างมาก (มากกว่า 20 ล้านตัวต่อ 1 ซีซีของน้ำกาม) ก็คงไม่เป็นไรมาก ตายนิดตายหน่อยถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นคนที่มีอสุจิน้อยอยู่แล้ว ปริมาณที่มันตายไปต่อหน้าต่อตา คงมีความหมายและเกิดผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการมีบุตร เพราะเชื้ออสุจิที่มีชีวิต จะสร้างเอนไซม์ที่มีฤทธิ์ในการย่อยสลายเปลือกไข่ของเพศหญิง ซึ่งต้องใช้เชื้อหลายๆตัวในการปล่อยเอนไซม์ที่ผิวเปลือกไข่ เพื่อให้เปลือกไข่บางลงมากที่สุด นั่นหมายความว่า ยิ่งมีเชื้ออสุจิมากในเวลาหนึ่งๆ หรือต่อเนื่องกัน จะทำให้เปลือกไข่บางลง จนกระทั่งบางให้เชื้ออสุจิ 1 ตัว เจาะผ่านเข้าไปข้างในใข่ และเกิดการผสมในที่สุดครับ ซึ่งนับว่า เป็นความพยายามที่สุดของพวกมัน ที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ

......เพระฉะนั้น จึงได้มีผู้ผลิตบางราย ได้อวดอ้างสรรพคุณของสารช่วยหล่อลื่นในขณะมีเพศสัมพันธ์ว่า สามารถทำให้เชื้ออสุจิ สามารถแวกว่ายได้เร็วขึ้น ไม่ทำให้เชื้ออ่อนแอหรือตายไปขณะแหวกว่ายไปผสมกับไข่ ความจริงก็คือว่า ผู้ผลิตสารช่วยหล่อลื่น มักจะผลิตสารช่วยหล่อลื่นให้มีค่าเป็นกลาง (pH = 7) ถ้าความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ไม่จำเป็นต้องปรับความเป็นกรด-ด่างเลย แต่ในแง่การส่งเสริมให้มีบุตรได้ง่าย จำเป็นต้องปรับความเป็นกรด-ด่าง ของช่องคลอดหรือน้ำเมือก น้ำหล่อลื่น ในขณะมีเพศสัมพันธ์ให้เท่ากับน้ำอสุจิที่หลังออกมา เพื่อที่จะได้คงสภาพของเชื้อให้สมบูรณ์แข็งแรงที่สุดอย่างต่อเนื่อง เมื่ออยู่นอกร่างกาย ในสภาพแปรปรวนที่เกิดจากสภาพของสิ่งแวดล้อมภายในช่องคลอด และสิ่งที่ใส่ใจกว่านั้นคือ สภาพ isotonicity หรือสภาพความเข้ากันได้กับเลือด ย่อมส่งผลต่อภาวะการตายของเชื้ออสุจิเหล่านี้อีกด้วยแน่นอน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ เวลาที่แมลงวันมันตกลงไปในแก้วน้ำปลา ..ประเดี๋ยวเดียว แมงวันตาย เหตุเป็นเพราะข้างนอกมีความเข้มข้นสูงเมื่อเทียบกับข้างในตัวแมลงวัน ทำให้น้ำในตัวแมลงวัน ทะลักออกมาเพื่อปรับให้เกิดความเท่ากัน ผลที่เกิดขึ้นคือเซลล์ร่างกายของแมลงวันสูญเสียน้ำ ทำให้เซลล์เหี่ยวและตายในที่สุดครับ(ความเข้มข้นของน้ำปลาที่อยู่ในแก้ว จึงเป็น hypertonic) เมื่อมองในทางตรงกันข้าม ถ้าคนที่เป็นเบาหวานจะมีค่าการกำจัดเกลือไม่ดี ทำให้เกลือสะสมอยู่ในเซลล์ร่างกายสูง เมื่อเรารับประทานน้ำเข้าไป น้ำที่รับประทานเข้าไปจะเข้าไปลดระดับเกลือในเซลล์ให้เท่ากัน เพื่อทำให้เกิดสมดุล ผลที่ตามมาคือ ร่างกายจึงมีน้ำเพิ่มขึ้น ลดการขับน้ำออก จึงเกิดภาวะบวมน้ำขึ้น(ความเข้มข้นของน้ำที่ดื่มเข้าไป จึงเป็น hypotonic) เช่นเดียวกันครับ เสปิร์มหรือตัวอสุจิ ก็เปรียบได้กับแมลงวันและเซลล์ร่างกาย ถ้าระดับความแตกต่างของน้ำ มากหรือน้อย ส่งผลทำให้ตัวอสุจิ เหี่ยวหรือบวมจนแตกและตายในที่สุดได้ วิธีแก้ไขคือการทำให้มันสมดุล หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า isotonicity ครับ ซึ่งเตรียมอย่างไรนั้น เภสัชอย่างผมรู้แน่นอน....

......ในความเป็นจริง น้ำอสุจิ มีสภาพเป็นด่าง คือ pH 7.2 ถึง 8.0  ส่วนภายในช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด และด้วยอสุจิสามารถมีชีวิตในสภาพที่เป็นด่างเท่านั้น  ดังนั้น สารหล่อลื่นที่ดีควรปรับสภาพให้สามารถรองรับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ดี (buffer capacity ) โดยสามารถตรึง pH ให้อยู่ในช่วงนี้ได้ดีและยาวนานที่สุด เพราะตามธรรมชาติของน้ำอสุจิ จะมีความข้นเหนียวมากเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพวกมัน และจะเหลวอีกครั้งใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพื่อจะได้เกิดการแหวกว่ายอย่างอิสระเพื่อไปผสมกับไข่ที่อยู่ภายในท่อนำไข่ต่อไป เพราะฉะนั้นสภาพที่เหมาะสม จึงสามารถส่งเสริมการมีบุตรของคู่สามีภรรยาที่ต้องการมีบุตรได้อีกทางหนึ่ง

......แล้วท่านจะหาซื้อสารช่วยหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ จากไหน ไม่ยากครับ เพราะในท้องตลาดมีเจลชื่อ pre-seed แต่ราคาแพงมากคือ ตกกล่องละ 850-950 บาท ส่วนถ้าเชื่อในฝีมือของผม ราคาคงถูกลง แต่คงไม่ได้ศึกษาประสิทธิภาพของมันเหมือนเจล pre-seed แต่ใช้ทฤษฎีที่ได้ทราบจากตรงนี้ มาคิดค้นสูตรและเตรียมสูตรตำรับให้ได้ตามต้องการ โดยยังมีความคงตัวดีในการนำไปใช้ ...เอาน่า!!! ผมจบทางด้านสายผลิตยามา แค่เจลกระจอก ผมทำให้ได้แน่นอนครับ...บอกมาแล้วกันนะครับ ถ้าจะเอา......  คริคริ

เทคนิคการเพิ่มโอกาสมีบุตรสำหรับผู้หญิง

สาระสำคัญคงเหมือนกับผู้ชาย แต่จะเพิ่มความแตกต่างนิดนึงตรงที่

1. ต้องสามารถทำนายได้ว่า ไข่จะตกตอนไหน จะได้กะวันที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างแม่นยำถูกต้อง โดยต้องรับประทานยาหรืออาหารที่มีส่วนผสมของ phyto-estrogen เช่น ตังกุย เป็นต้น เพื่อปรับฮอรฺโมนให้ปกติ

2. ถ้าปรับด้วยยาสมุนไพรไม่ได้ผล โดยประจำเดือนยังไม่มาหรือมาไม่ปกติ ให้ท่านรับประทานยาคุมกำเนิดชนิดที่เหมาะสมกับลักษณะของตัวท่านปรับให้ประจำเดือนมาทุกเดือน อย่างน้อย 2 เดือนเพื่อให้ร่างกายเลียนแบบและให้มีระดับของฮอร์โมนในเลือดก่อน ค่อยวางแผนมีบุตรครับ (วิธีการเลือกชนิดของฮอร์โมนที่เหมาะสมพิจารณาจาก น้ำหนักตัว ส่วนสูง ลักษณะของร่างกาย เช่น ขนดก หน้ามัน ศรีษะล้าน เป็นต้น ระยะเวลาที่มีประจำเดือน เวลาทั้งหมดของรอบเดือน 1 รอบ ง่ายๆ คือปรึกษากับเภสัชกรวิชาชีพ เน้นว่าเภสัชกรวิชาชีพที่มีความรู้เรื่องนี้ดีด้วยนะ วิธีดูว่าเค้ารู้จริงหรือเปล่า ให้ถามเค้าว่า ทำไมกินยาคุมแล้วอ้วน ถ้าเค้าบอกว่า "เป็นเพราะบวมน้ำ ร่างกายมีการสะสมเกลือโซเดียม เกลือมีคุณสมบัติในการดึงน้ำ" นั่นแหละครับ เค้ารู้จริงก็ปรึกษาเรื่องทานยาคุมตัวไหนดี ถ้าตอบไปอย่างอื่น แถไปข้างๆ คูๆ ก็เดินหนีได้เลยครับ หรืออีกอย่างเวลาที่ซื้อยาก็ให้ถามเค้าว่า เค้าเป็นเภสัชกรป่าว ถ้าเค้าตอบว่าไม่ใช่ ก็เดินออกเลยครับ

2. หัดสังเกตตัวเอง ถ้าช่วงไข่ตก ร่างกายจะสร้างเมือกขาวๆ หรือเกิดตกขาวและลักษณะของตกขาวแบบนี้จะเป็นตกขาวไม่มีสี ไม่คันไม่แสบไม่มีฟอง เป็นเมือกใสๆลื่นๆ โดยเมื่อนำน้ำเมือกหรือตกขาว มาดึงยืดออกสามารถยืดได้ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร เห็นลักษณะนี้ จัดไปอย่างน้อย 1 ดอกเลยครับ ซ้ำอีกครั้งในวันพรุ่งอีกครั้งครับ


3. ในช่วงไข่ตก (ใกล้ๆกลางรอบเดือน ประมาณวันที่ 12-17 ของทุก 28-30 วัน) อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส (ถ้าผู้หญิงหัดสังเกตตัวเอง จะรู้ว่าวันไหนไข่ตก เพราะร่างกายจะอุ่นขึ้นและครั่นเนื้อครั่นตัวได้บ้างเล็กน้อย)

เทคนิคการเพิ่มโอกาสมีบุตรสำหรับผู้ชาย

มันคงเป็นเรื่องน่าอายมาก หากคำพูดที่จะกล่าวต่อไปนี้ไปอยู่ในคำปราศรัยบนเวทีหรือคำพูดในวงรับประทานอาหาร แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องที่สุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาจริงๆ ให้เข้าใจและเป็นแนวทางในการปฏิบัติเดียวกัน เพื่อลดปัจจัยรบกวนเหล่านี้ออกไปในการศึกษา ซึ่งการเพิ่มโอกาสในการมีบุตรฝ่ายชายจะต้องปฏิบัติดังนี้ครับ

1. หากเป็นคนติดเหล้า บุหรี่ ต้องเลิกทันที ถ้าเลิกไม่ได้ ไม่ต้องมาคุยกันเลย และก็ไม่ต้องมีลูกเลยครับ เพราะบุหรี่ลดภาวะการมีบุตรประมาณ 30 เปอร์เซนต์

2. พักผ่อนให้เพียงพอ คือนาน 6-8 ชั่วโมง กินน้ำมากๆ วันละ 1.5-2 ลิตร ทุกวัน

3. มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาทุก 2-3 วัน เลือกเวลาเอาเองครับและควรสอดให้ลึกที่สุดเมื่อถึงจุดสุดยอด และซอยถี่ๆ ไปเรื่อยๆเพื่อรีดเอาน้ำกามออกมาเยอะๆ จนกระทั่งท่านหมดความเสียว จากนั้นแช่ทิ้งไว้จนอวัยวะเพศอ่อนตัว ใช้เวลาราวๆ 3-5 นาที

4. เวลาที่มีเพศสัมพันธ์ จำเป็นต้อง ถึงจุดสุดยอดพร้อมกับภรรยาทุกครั้ง เพราะขณะที่ถึงจุดสุดยอด ฝ่ายหญิงจะเกิดแรงสูบ (vaccuum pressure) เอาน้ำกามเข้าไปและ เมือกที่อยู่ในช่องคลอดจะให้ความเหลวสูงสุด เพิ่มโอกาสมีบุตรได้สูง

5. ไม่รับประทานขึ้นช่าย เพราะทำให้เป็นหมันชั่วคราว (ลดปริมาณเชื้ออสุจิ)

6. รับประทานอาหารที่มี zinc หรือกิน zinc สกัด วันละ 30-60 ไมโครกรัม (ขนาดที่เหมาะสมคือ เวลาที่กินไปแล้ว จะมีน้ำกามข้นเหนียวมากๆ ก็เพียงพอแล้ว)

7. รับประทานอาหารที่มี choline สูง (สำคัญ....มาดูว่ามีอะไรบ้างตอนท้าย)

8. รับประทานอาหารที่มี่ Arginineสูง (มาดูว่ามีอะไรบ้างตอนท้าย)

9. รับประทานอาหารที่มี folate สูง (มาดูว่ามีอะไรบ้างตอนท้าย)

10. รับประทานอาหารที่มีวิตามิน B โดยเฉพาะ B6 สูง (สำคัญ....มาดูว่ามีอะไรบ้างตอนท้าย)

11.รับประทานอาหารที่มีกรด ไลโนเลอิก

12.อย่าท้อแท้ ไม่ต้องไปฟังหมอหรือใครก็ตามที่บอกบอกว่าคุณเป็นหมัน หรือมีลูกไม่ได้  เพราะผมนี่แหล่ะ จะทำให้คุณมีบุตรให้ได้...

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การรักษาภาวะมีบุตรยากในปัจจุบัน

การรักษาภาวะมีบุตรยากในปัจจุบัน มีหลายระดับ หลายความแรง และหลายราคา หรือว่าท่านผู้อ่านคิดว่าไม่จริงครับ ผมรู้สึกว่า การรักษาภาวะมีบุตรยาก เป็นเรื่องของการทำธุรกิจของสถานประกอบการหรือโรงพยาบาลที่มุ่งแสวงหากำไรมากกว่าการทำเพื่อการกุศลหรือสาธารณูประโยชน์  เพราะด้วยราคาที่แสนจะแพงแบบไม่รับรองผลว่ากี่ครั้งจะสำเร็จ ไม่รู้กี่ครั้งที่จะต้องเจ็บ เจ็บใจเจ็บตัว.......ผมก็เลยคิดว่า ถ้าบุตรที่เกิดด้วยวิธีเหล่านี้ตอบสนองความต้องการของท่านได้แบบความเจ็บปวดรวดร้าว สูญสิ้นทั้งเงินทอง สูญสิ้นทั้งอิสระภาพในการต่อรองแล้วไซร้ ขอให้ท่านอย่าได้มีเลยดีกว่าครับ........
แต่ก่อนที่กระผมจะนำเข้าเรื่องของผักและสมุนไพรในการรักษาภาวะมีบุตรยาก ขออธิบายหลักการหลักษาทางวิทยาศาสตร์คร่าวๆ ให้รู้จักพอสังเขปดังนี้ครับ
ปัจจุบันมีการรักษาด้วยเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ล้วนแล้วแต่มีการอวดอ้างสรรพคุณของวิธีการเหล่านั้นมากมาย ว่าเพิ่มโอกาสการมีบุตรขึ้น 30-40 เปอร์เซนต์ ....มาดูกันว่าวิธีเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับมหาเศรษฐี ครับ....
แล้วมีขั้นตอนต่าง ๆ คือ
1. การรักษาโดยอาศัยกลไกของธรรมชาติ
นับระยะวันไข่ตก กำหนดวันมีเพศสัมพันธ์ โดยมีเพศสัมพันธ์กันบ่อยขึ้นในวันที่ฝ่ายหญิงมีการตกไข่ การกำหนดวันตกไข่ทำได้โดย
-  มีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ (สัปดาห์ละ 3-4 วัน)
-  กะประมาณด้วยตัวเอง วันที่ 10, 13 และ15 ของรอบประจำเดือนสำหรับผู้ที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ทุก 28 วัน
- ตรวจการตกไข่ด้วยต้วเองโดยใช้เครื่องมือตรวจการตกไข่จากปัสสาวะแล้วมีเพศสัมพ้นธ์กัน (ซื้อได้ตามร้านยาทั่วไป)
- ให้แพทย์ตรวจโดยการทำ อัลตร้าซาวนด้ และ/หรือการตรวจฮอร์โมนจากการเจาะเลือด หาช่วงเวลาของการตกไข่ (สิ้นเปลือง)
-ไม่ต้องอะไรมากเลยครับ ...เพราะช่วงไข่ตก จะต้องมีตกขาวและลักษณะของตกขาวแบบนี้จะเป็นตกขาวไม่มีสี ไม่คันไม่แสบไม่มีฟอง เป็นเมือกใสๆลื่นๆ โดยเมื่อนำน้ำเมือกหรือตกขาว มาดึงยืดออกสามารถยืดได้ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร เห็นลักษณะนี้ จัดให้หลายๆดอกเลยครับ
-ตรวจอุณหภูมิของรางกายเป็นประจำ หากวันไหน (ใกล้ๆกลางรอบเดือน ประมาณวันที่ 12-17 ของทุก 28-30 วัน) มีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส (ถ้าผู้หญิงหัดสังเกตตัวเอง จะรู้ว่าวันไหนไข่ตก เพราะร่างกายจะอุ่นขึ้นและครั่นเนื้อครั่นตัวได้บ้างเล็กน้อย)

2. การรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เมื่อวิธีแรกไม่ได้ผล มีวิธีรักษาต่างๆได้หลายวิธีดังนี้คือ

2.1 การฉีดเชื้ออสุจิ ( Intra Uterine Insemination หรือ IUI )
คือ  วิธีการคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรง สมบูรณ์ ฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก ผ่านทางท่อเล็กๆ เป็นการเพิ่มโอกาสให้อสุจิพบกับไข่มากขึ้น ความสำเร็จในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งมากกว่าวิธีธรรมชาติ 2-3 เท่า  ในกรณีที่
- มีเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง หรือมีปริมาณน้อย
- ไม่มีมูกที่ปากมดลูก หรือมูกเหนียวข้น
- ใช้วิธีธรรมชาติไม่ได้ผล
2.2 การทำเด็กหลอดแก้ว ( InVitro Fertilization and Embryo Retransfer หรือ IVF& ET )
วิธีเก็บเซลล์สืบพันธ์ทั้งไข่และอสุจิ มาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกายจนแบ่งเซลล์เป็นตัวอ่อน และทำการเลี้ยงตัวอ่อนภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการจนถึงระยะ 4-8 cell หรือเป็น blastocyst แล้วจึงใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก
ความสำเร็จในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งประมาณ 20-50 % แล้วแต่สภาพสาเหตุและการเลี้ยงตัวอ่อน รักษาในกรณีที่
- ท่อนำไข่อุดตันทั้ง 2 ข้าง
- มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน ( Endometriosis)
- เชื้ออสุจิไม่แข็งแรง
2.3 การทำอิ๊กซี่ ( IntraCytoplasmic Sperm Injection หรือ ICSI ) หมายถึง การนำตัวอสุจิมาฉีดเข้าไปภายในเซลล์ไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้ตัวอสุจิและไข่เกิดการปฏิสนธิ ในรายที่ฝ่ายชายมีจำนวนตัวอสุจิน้อยมาก หรือเคลื่อนไหวไม่มี
วิธีการคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรง สมบูรณ์เพียงตัวเดียว ฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง จะใช้ในกรณีที่เด็กหลอดแก้วธรรมดาไม่ได้ผล ความสำเร็จในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งประมาณ 25-30 %
รักษาในกรณีที่
- เชื้ออสุจิผิดปกติอย่างมาก
- รังไข่ผิกปกติ ไม่มีการตกไข่
- ไข่และอสุจิไม่สามารถปฏิสนธิกันเองได้
- เคยทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่มีการผสมของไข่ แม้ในรายที่น้ำอสุจิปกติ
-  น้ำอสุจิอ่อนมาก เช่น มีตัวเคลื่อนไหวน้อยกว่า 5 แสนตัว ต่อ มล.
- ตัวอสุจิมีรูปร่างปกติน้อยกว่า 10%
- ในรายที่ไม่มีตัวอสุจิในน้ำเชื้อ และต้องเก็บตัวอสุจิจากอัณฑะ

การเก็บตัวอสุจิจากอัณฑะเพื่อทำอิกซี่

            ในรายที่ฝ่ายชายไม่มีตัวอสุจิ ซึ่งเดิมถือว่าเป็นหมันไม่มีทางรักษานั้น ในปัจจุบันแพทย์สามารถช่วยคู่สมรสเหล่านี้ได้ โดยการดูดตัวอสุจิออกมาจากบริเวณถุงพักน้ำเชื้อ หรือที่เรียกว่า PESA (Percutaneous Epididymal Sperm Aspiration) ซึ่งหากได้ตัวอสุจิเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะนำไปฉีดเข้าไปในไข่ การใช้เข็มดูดนี้ เหมาะกับรายที่ท่อนำน้ำเชื้อตันแต่กำเนิด หรือภายหลังผ่าตัดทำหมันชาย สำหรับในกรณีที่การดูดจากถุงพักน้ำเชื้อไม่ได้ตัวอสุจิ ก็อาจลองดูดจากลูกอัณฑะโดยตรง หรือที่เรียกว่า TESA (Testicular Sperm Extraction)

หมายเหตุ

ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันบ่งว่า ทารกที่ถือกำเนิดจากากรทำอิกซี่ มีการพัฒนาทางร่างกายและทางสมอง เช่นเดียวกับทารกที่ถือกำเนิดเองตามธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามผลในระยะยาวยังไม่ทราบเนื่องจากเทคนิคนี้ค่อนข้างใหม่ และเด็กรายแรกของโลกที่เกิดจากการทำอิกซี่ ขณะนี้ยังมีอายุแค่เพียง 6 ปีเท่านั้นเอง

ในปัจจุบันได้มีการผลิตกล้องกำลังขยายสูงขึ้น ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 16000 เท่า ซึ่งทางโรงพยาบาลพญาไทศรีราชาได้นำเข้ามาใช้ในห้องปฏิบัติการของศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก จึงทำให้เรามองเห็นโครงสร้างบริเวณส่วนหัวของอสุจิได้ชัดเจนขึ้น เราเรียกวิธีการคัดอสุจิด้วยกล้องกำลังขยายสูงนี้ว่า อิมซี่ (Intracytoplasmic morphologically selected aperm injection, IMSI) ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกอสุจิที่สมบูรณ์ได้ดียิ่งขึ้นทำให้อัตราการตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้วโดยวิธีช่วยผสมแบบอิมซี่ (IMSI) นั้นมีอัตราการตั้งครรภ์ ที่สูงกว่าการทำอิกซี่โดยเฉพาะสาเหตุนั้นเกิดจากฝ่ายชาย 
2.4 การทำกิฟท์ ( Gamete IntraFollopain Transfer หรือ GIFT )
วิธีเก็บเซลล์สืบพันธ์ทั้งไข่และอสุจิ มาผสมกัน แล้วใส่กลับเข้าสู่ท่อนำไข่ทันที อาศัยให้อสุจิและไข่ปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติ ความสำเร็จในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งประมาณ 30-40 % รักษาในกรณีที่
- เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ มีพังผืด
- มีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง
- เชื้ออสุจิอ่อนแอไม่มากนัก
- รายที่ไม่ทราบสาเหตุ
2.5 การทำซิฟท์ ( Zygote IntraFollopain Transfer หรือ ZIFT )                                          
วิธีเก็บเซลล์สืบพันธ์ทั้งไข่และอสุจิ มาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกายก่อน แล้วจึงนำตัวอ่อนในระยะ Zygote ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ ความสำเร็จในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งประมาณ 20-30 %
รักษาในกรณีที่
- เชื้ออสุจิน้อยกว่าปกติ
- ท่อนำไข่ทำงานไม่ปกติแต่ไม่ตัน
- มีพังผืดมาก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
- รายที่ไม่ทราบสาเหตุ
2.6 การแช่แข็งตัวอ่อน ในกรณีที่มีการปฏิสนธิและการแบ่งตัวของดัวอ่อนมากกว่าที่จะใส่เข้าไปในโพรงมดลูกในคราวเดียวเราจะแช่แข็งตัวอ่อนเพื่อนำมาใส่ได้อีกเพื่อเพิ่มความสำเร็จ ลดค่าใช้จ่าย และลดภาวะแมรกซ้อนจากการกระตุ้นไข่และเจาะไข่แต่ละครั้ง
* การทำกิฟท์และซิฟท์จะต้องทำการผ่าตัดส่องกล้องช่องท้องเพื่อนำไข่และอสุจิหรือตัวอ่อนใส่เข้าไปในท่อนำไข่ นิยมทำในสมัยก่อนที่ห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนยังไม่สมบูรณ์ 


สมัยนี้นิยมทำ IVF และ ICSI เพราะไม่ต้องผ่าตัดส่องกล้องช่องท้อง

ความหมายของ การมีบุตรยาก

ก่อนอื่นกระผมต้องกล่าวถึงคำจำกัดความของ "ผู้มีบุตรยาก" ให้ชัดเจน เพราะถ้าเข้าใจความหมายแล้ว เราก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็นครับ พูดกันง่ายๆ ก็คือว่า คู่สามีภรรยาที่อยู่กินหลังจากแต่งงานกันและมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ เฉลี่ย 2 ครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่า โดยไม่มีการคุมกำเนิด เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือการใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์เป็นต้น นานเกิน 6 เดือนหรือนานเกิน 1 ปี สำหรับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 35 และมากกว่า 35 ปี ตามลำดับ ถือว่าเป็นผู้มีบุตรยาก ซึ่งภาวะมีบุตรยากนั้น ร้อยละ 60 มาจากเพศหญิง ในขณะเพศชายพบร้อยละ 40 ครับ
การแบ่งของภาวะมีบุตรยากจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1. Primary infertility เป็นภาวะที่มีบุตรยาก โดยคู่สามีภรรยาพยายามมีบุตรหลายครั้งแต่ไม่ปรากฏการตั้งครรภ์เลย
2. Secondary infertility เป็นภาวะมีบุตรยากเหมือนกัน แต่เกิดกับหญิงที่เคยมีบุตรแล้ว แต่ไม่ปรากฏการตั้งครรภ์ในตอนหลังอีกเลย หรือปรากฏการตั้งครรภ์ แต่เกิดภาวะแท้งในภายหลังครับ